วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

New Japanese train!!!



















การนำโลจิสติกส์มาประยุกต์ใช้กับการซื้อของใช้ในบ้าน


โดย วิญญู ปรอยกระโทก
อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ 
สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น


หลายคนเมื่อได้ยินคำว่าโลจิสติกส์ อาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันตัวเองและไม่สนใจ แต่หากพิจารณาดีๆ แล้ว โลจิสติกส์แทบจะมีบทบาทในทุกๆ การการะทำในชีวิตประจำวันของคนเรา เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้ามา การวางแผนการเดินทางไปโรงเรียน หรือไปทำงาน ตลอดจนการวางแผนการจัดเก็บจัดซื้อข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ทำอย่างไรให้ถึงที่หมายทันเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด
      วางแผนซื้อข้าวของเครื่องใช้เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำปลา น้ำตาล ข้าวสาร รวมถึงอาหารสดอย่างไรจึงจะเป็นการประหยัด ไม่สิ้นเปลืองเงินจากการที่ต้องเก็บตุนสิ่งของเหล่านั้น ยิ่งถ้าหากเป็นการซื้ออาหารสด จะซื้ออย่างไรให้เพียงพอต่อการนำไปใช้ทำอาหารโดยที่เหลือเป็นของเน่าเสียน้อยที่สุดด้วย ซึ่งเมื่อเราสามารถวางแผนดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็หมายถึงว่าเราได้ทำการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์จากการที่ประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น หากท่านนำไปลงทุน หรือฝากไว้กับธนาคารเพื่อผลตอบแทนดอกเบี้ย ท่านก็จะยิ่งได้ประโยชน์เพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย
      ก่อนที่จะเราทำการซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้าบ้าน เราต้องมาการสำรวจสิ่งของเหล่านั้นก่อนมา สิ่งใดที่หมด หรือเหลือมากน้อยแค่ไหน และสิ่งใดที่มีความต้องการใหม่เพิ่มเข้ามา จากพฤติกรรมการใช้ หรือความต้องการของคนในบ้าน ซึ่งถ้าพูดในลักษณะของโลจิสติกส์ก็ คือความต้องการของลูกค้านั่นเอง
      ความต้องการของคนในบ้านจะเป็นข้อมูลในการสั่งซื้อสินค้าเพื่อให้พ่อซึ่งเป็นฝ่ายจัดหา ไปหาซื้อเข้ามาในบ้าน ส่วนแม่เป็นคนจัดเก็บและแปรรูปของที่ซื้อมาเพื่อให้ส่งให้ตรงตามความต้องการและเกิดความพึงพอใจสูงสุดของคนในบ้าน
      ต่อไปเราจะมาทำการบริหารจัดการโลจิสติกส์ โดยการ หาระยะเวลาที่เหมาะสมในการซื้อของใช้ เข้าบ้าน
      ปัจจุบัน : การซื้อของใช้เข้าบ้านจะไม่ได้มีการบริหารเวลา ของหมดก็ค่อยหาซื้อ ทำให้เกิดของขาดบางเวลา หรือเกิดของเน่าเสีย รกตู้เย็น ซึ่งส่งผลเกิดความสูญเสียและทำให้ต้องเสียค่าเดินทางที่มากขึ้น หรือต้องซื้อของที่แพงขึ้น เพราะต้องหาซื้อกะทันหัน

ระยะเวลาการใช้สินค้า

      ดังนั้น : อาหารสดจำพวกเนื้อสัตว์และผัก ควรซื้อทุก 2 สัปดาห์(เดือนละ 2 ครั้ง) ในจำนวนที่ระบุ เพื่อความสดใหม่ แต่สินค้าอื่นก็ทำการซื้อเดือนละ 1 ครั้ง คือ ซื้อในสัปดาห์แรกของเดือนพร้อมพวกของสดและไปซื้อของสดอีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน


      การซื้อของ จะซื้อหลังจากเลิกงานของพ่อ เพราะต้องกลับรถเพื่อกลับบ้านหน้าฟู้ดแลนด์อยู่แล้ว หรือซื้อที่โลตัสเพราะเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใกล้บ้านมากที่สุดและเป็นทางผ่านในการจะไปทำงานและทางผ่านไปเข้าเมือง เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางประโยชน์จากการบริการจัดการโลจิสติกส์ในการซื้อของใช้ในบ้าน
- ลดจำนวนครั้งในการเดินทางไปซื้อสินค้า ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
      - ของเน่าเสีย หรือหมดอายุลดลง
      - ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะซื้อของเท่าที่จำเป็นและไม่ต้องซื้อของที่ราคาแพงกว่าในกรณีฉุกเฉิน
            - เพิ่มความพึงพอใจและสะดวกสบายให้คนในบ้าน เพราะได้ของที่ต้องการและมีใช้อย่างต่อเนื่อง
            - สามารถนำเงินที่เหลือไปใช้ในสิ่งอื่นหรือเก็บออม


The Lean Six Sigma Guide to Doing More With Less


The Lean Six Sigma Guide to Doing More With LessCut Costs, Reduce Waste, and Lower Your OverheadWiley | 2010-02-08 | ISBN: 0470539577 | 327 pages | PDF | 13 MB


Create New Profits in Any Economy
In this difficult economic climate, it's vital to cut waste that can eat at a company's bottom line and boost efficiency at every organizational level. The traditional business solution in a crisis is to slash away non-critical talent and resources, often doing more harm than good. There is a far better systematic approach to doing more with less.
As a leading expert on Lean Six Sigma and business transformation, with a deep knowledge of its application in countless areas of business, author Mark George can help you use Lean Six Sigma to analyze your operational needs, identify high-impact opportunities, design and rapidly implement solutions, and create a system that will build efficiency and high performance in every area of your business. The Lean Six Sigma Guide to Doing More with Less can help you :

* Improve operating margins by as much as 20%, ROIC by as much as 10%, and reduce the costs of goods sold by as much as 5% or more

* Create "cost intelligence" that uncovers root causes allowing cost reductions without jeopardizing customer service levels and quality

* Use enterprise speed, agility, and flexibility to drive step-change reductions in cost and enable competitive advantage

* Identify and eliminate the costs of complexity in your business

* Supercharge your legacy Six Sigma program, improving speed to results, increasing project values, and shortening completion times

With case examples from a wide array of industry, encompassing decades of experience implementing Lean Six Sigma in every economic climate, in companies of every size, The Lean Six Sigma Guide to Doing More with Less will give your business an intelligent edge in lean times.

 


MEGA ENGINEERING - เมืองใต้ดิน


Language :  English

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

River over a River at Germany








Sino - African เมื่อพญามังกรบุกกาฬทวีป


วิธีร์ พานิชวงศ์, สุทธิ สุนทรานุรักษ์, วิเชียร แก้วสมบัติ


เหตุการณ์ประท้วงของผู้คนเรือนล้านในอียิปต์เพื่อขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัก แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างหนึ่งนะครับว่า ประชาชนทั่วโลกทุกวันนี้นอกจากจะโหยหาความเป็นอยู่ที่ดีจากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมแล้ว พวกเขายังต้องการระบอบการปกครองที่เป็น ประชาธิปไตยซึ่งหมายถึง การให้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกในสังคมที่พวกเขาอยู่ ซึ่งถ้ามองแบบนักเศรษฐศาสตร์แล้วหากสังคมใดต้องการบริโภคระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริโภคสินค้าที่ชื่อว่าประชาธิปไตย (Democracy Goods) ร่วมด้วย
สำหรับซีรีส์ชุด Emerging Economy ในฉบับนี้ ผู้เขียนจะแนะนำให้ท่านได้รู้จักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ว่ากันว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษนี้ นั่นก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างอภิมหาพญามังกร จีนกับกลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกา หรือที่เรียกกันว่า Sino-African นั่นเอง ครับ
โดยทั่วไปแล้วการใช้คำว่า Sino (อ่านว่า ชิโน) นำหน้านั้น หมายถึง การแสดงความสัมพันธ์ที่มีประเทศจีนเป็นตัวตั้ง ด้วยเหตุที่จีนเป็นประเทศมหาอำนาจ ดังนั้น อิทธิพลของจีนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภาษาจึงสามารถแผ่ไปได้ทั่วทั้งโลก
รู้จัก Sino-African: ความสัมพันธ์บนความเข้าใจอันดี
ก่อนจะเล่าถึงที่มาของความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้น ขออนุญาตเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบสักนิดนะครับว่า ทั้งจีนและประเทศในทวีปแอฟริกานั้น ล้วนเคยได้รับความบอบช้ำซ้ำเติมจากการตกเป็นอาณานิคมในยุคสมัยที่มีการ ล่าเมืองขึ้นของฝรั่งจากยุโรป
ในสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย จีนโดนทั้งญี่ปุ่นและชาติตะวันตกรุกรานและกดดันให้ต้องทำสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหลายฉบับจนส่งผลให้แผ่นดินจีนช่วงนั้นทรุดโทรมนานหลายสิบปี และแม้ว่ารัฐบาลกษัตริย์ต้าชิงจะถูกปฏิวัติโค่นล้มไปแล้วแต่รัฐบาลทหารในยุคต่อมาก็ยังสร้างความเจ็บช้ำให้กับชาวจีนไม่แพ้รัฐบาลกษัตริย์เช่นกัน จนเป็นเหตุให้เกิด สงครามกลางเมืองสู้รบกันระหว่างพรรครัฐบาลทหารที่มีนายพลเจียง ไค เช็ค เป็นผู้นำ และคนของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มี เหมา เจ๋อ ตุงเป็นผู้นำทัพชาวนาลุกขึ้นต่อสู้ และในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็สามารถยึดอำนาจการบริหารปกครองประเทศมาได้จวบจนทุกวันนี้
ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกานั้นก็โดนชาติตะวันตก ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ร่วมกระทำปู้ยี่ปู้ยำ ล่าอาณานิคมและแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมาย และท้ายที่สุดก็ได้ทิ้ง มรดกบาปไว้ ด้วยการให้เอกราชบนความขัดแย้งของชนเผ่าที่แตกต่างกัน
ทั้งหมดนี้แหละครับที่ทำให้ทั้งจีนและแอฟริกาดูจะเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การถูกรังแก กดขี่ ข่มเหงและมีสภาพเป็นเมืองขึ้นนั้นมันเป็นอย่างไร
หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นครองอำนาจเมื่อปี 1949 แล้ว ทวีปแอฟริกาเป็นดินแดนแรกที่จีนเปิดฉากความสัมพันธ์ด้วยครับ และว่ากันว่าในช่วงทศวรรษที่ 50 นั้นมีชาวจีนนับแสนคนอพยพไปตั้งรกรากอยู่ในทวีปแอฟริกาอยู่หลายประเทศ จนสามารถสร้างไชน่าทาวน์ได้ เช่น ไชน่าทาวน์ในเมืองโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้, ไชน่าทาวน์ในเกาะมาดากัสการ์และมอริเชียส เป็นต้น


ภาพการเต้นรำของสาว ๆ แอฟริกันใน Johannesburg China Town เพื่อร่วม
ฉลองมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2008 ปักกิ่งเกมส์ ที่จีนเป็นเจ้าภาพ

ความสัมพันธ์จีนและแอฟริกาเริ่มแนบแน่นมากขึ้น เมื่อ โจว เอิน ไหล (Zho Enlai) อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของจีนและเป็นมือขวาของประธานเหมา ได้เริ่มออกเยือนประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกาช่วงระหว่างปี 1963-1964 เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนกับทวีปแอฟริกา โดย โจว เอิน ไหล ได้เคยแสดงวิสัยทัศน์ไว้ในครั้งที่มีการประชุมกลุ่มประเทศโลกที่สาม (Third World) ที่เมืองบันดุง อินโดนีเซีย (Bandung Conference) ในปี 1955 ไว้ว่า จีนจะขออาสาเป็นผู้นำกลุ่มประเทศโลกที่สามเองโดยเป้าหมายแรกที่จีนจะผูกสัมพันธ์อันดีด้วย คือ ทวีปแอฟริกา ทั้งทวีป
น่าสนใจนะครับว่านโยบายของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยนั้นนับว่ามี วิสัยทัศน์มากพอที่จะมองเห็นช่องทางการผูกมิตรกับประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายในแอฟริกา ซึ่งก็กลายเป็นผลดีกลับรัฐบาลยุคหลัง ๆ เนื่องจากกลุ่มประเทศแอฟริกามีความเชื่อมั่นในความจริงใจของจีนมากกว่าชาติตะวันตก
ในช่วงต้น ๆ ของความสัมพันธ์ รัฐบาลจีนส่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ สาธารณสุข วิศวกร รวมทั้งเข้าไปช่วยก่อสร้างถนนหนทางในประเทศที่กำลังเกิดใหม่เหล่านั้น เช่น จีนเข้าไปช่วยสร้างถนนในแทนซาเนียเกือบสองพันกิโลเมตรโดยมีคนงานจีนกว่าห้าหมื่นคนเข้าไปทำถนนให้ กล่าวกันว่า การที่จีนเลือกที่จะคบหาเปิดสัมพันธ์กับประเทศเกิดใหม่ในแอฟริกานี้นับเป็น ยุทธศาสตร์ทางการทูตที่ชาญฉลาด เนื่องจากจีนถูก โดดเดี่ยวจากโลกตะวันตกเพราะมีระบอบการปกครองที่ตรงข้ามกัน ขณะเดียวกันจีนเองก็ต้องการหนีให้พ้นจากร่มเงาของพี่ใหญ่คอมมิวนิสต์ตัวจริงอย่าง สหภาพโซเวียตด้วยเหตุนี้เอง แอฟริกา จึงเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ที่จีนจะเลือกผูกมิตรไว้

โจว เอิน ไหล ที่ Bandung Conference ในปี 1955
กับวิสัยทัศน์ที่จะสร้างให้จีนเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศโลกที่สาม

ตลอดความสัมพันธ์ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การนำของผู้นำพรรคคนไหนได้วางให้แอฟริกายังเป็นยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศที่สำคัญในการทำการค้า การลงทุน การเผยแพร่วัฒนธรรมและภาษา เช่น ในปี 1995 ที่ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อ หมิง (Jiang Zemin) ได้ประกาศนโยบาย Go Out ให้นักลงทุนชาวจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งทวีปแอฟริกาจึงเป็นหนึ่งพื้นที่สำคัญที่นักลงทุนจีนเข้าไป
ณ วันนี้ ทั้งจีนและแอฟริกามีผลประโยชน์ร่วมกันจากความสัมพันธ์โดยจีนได้ให้ความช่วยเหลือกับประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาทั้งในรูปของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินช่วยเหลือ รวมทั้งขายสินค้าให้ในราคาถูก ขณะที่แอฟริกาก็ได้ขายหรือให้สัมปทานกับนักลงทุนจีนในด้านพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ
มีข้อมูลที่น่าสนใจอีกนะครับว่า นับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมานั้น กลุ่มนักธุรกิจจากจีนและแอฟริกาได้ลงนามในข้อตกลงทางธุรกิจจำนวน 14 ฉบับ คิดเป็นเงินเกือบสองพันล้านดอลลาร์ โดยมีโครงการสำคัญ ๆ ที่นักลงทุนจีนได้ไป เช่น การก่อสร้างระบบเครือข่ายโทรคมนาคมในกานา โรงงานอลูมิเนียมในอียิปต์ โครงการก่อสร้างทางด่วนในไนจีเรีย เป็นต้น

Afro China
โฟร์แมนชาวจีนกับคนงานก่อสร้างในประเทศ เอริเทรีย (Eritrea)

ปัจจุบันจีนเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในทวีปแอฟริการวมทั้งสิ้น 48 ประเทศครับ โดยประเทศเหล่านี้ยอมรับใน นโยบายจีนเดียวและไม่ได้ดำเนินความสัมพันธ์กับไต้หวันแต่อย่างใด นอกจากนี้จีนพยายามเกลี้ยกล่อมประเทศที่เหลืออย่าง สวาซีแลนด์ หรือ มาลาวี ให้หันมาเปิดสัมพันธ์กับจีนด้วยการเร่งให้ความช่วยเหลือทางการเงินและการลงทุนโดยหวังว่าประเทศเหล่านี้จะหันมายอมรับนโยบายจีนเดียวในที่สุด

ประธานาธิบดีหู จิน เทา (ซ้าย) และ นายกรัฐมนตรี เหวิน เจีย เป่า (ขวา) กับบทบาททางการทูต
ในการกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศแอฟริกาเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าและการทูตที่ต้องการให้
ทั่วโลกหันมายอมรับนโยบายจีนเดียวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

นับตั้งแต่จีนเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจตัวจริงแล้ว มูลค่าการค้าระหว่างจีนและทวีปแอฟริกานั้นสูงขึ้นถึง 100 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียวนะครับ จีนได้ประโยชน์จากคู่ค้าอย่างแองโกลา เรื่องของการนำเข้าน้ำมัน (ปัจจุบันจีนนำเข้าน้ำมันจากแอฟริกาเป็นสัดส่วนราว ๆ 30 %) นอกจากนี้หลายประเทศคู่ค้าของจีนยังเป็นแหล่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่จีนมีความต้องการมาก เช่น ทองแดง เหล็ก ทองคำขาว นิกเกิล ไม้ซุง และฝ้าย ซึ่งทุกวันนี้จีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ทองแดงจากแซมเบียและคองโก นำเข้าเหล็กและทองคำขาวจากแอฟริกาใต้ นำเข้าไม้ซุงจากกาบองและแคมารูน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าจีนเองได้ประโยชน์จากทวีปแอฟริกาในแง่ที่ได้ปัจจัยการผลิตราคาถูกซึ่งสามารถมาหล่อเลี้ยงประชากรจีนในประเทศนับพันล้านคนได้ ขณะที่ในแง่ของการลงทุนนั้นแอฟริกาเป็นแหล่งลงทุนด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของจีนครับ ซึ่งนักลงทุนจีนเพิ่งจะได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในแองโกลา ซูดาน และไนจีเรีย (ไนจีเรียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของทวีปแอฟริกาและรายใหญ่อันดับที่ 11 ของโลก) เช่นเดียวกับที่จีนยังทำข้อตกลงสำรวจและผลิตน้ำมันในอีกหลายประเทศ เช่น กาบอง และมอริเตเนีย นี่ยังไม่นับรวมชัยชนะที่นักลงทุนจีนได้ในงานประมูลโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานหลาย ๆ โครงการ เช่น สร้างทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมัน ปรับปรุงท่าเรือ ฯลฯ

นาย Jean Ping ตัวอย่างลูกผสม Sino-African
Jean Ping เป็นนักการทูตและนักการเมืองของประเทศกาบอง
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานของ The Commission of African Union
Jean Ping มีพ่อเป็นนักธุรกิจชาวจีน และมีแม่เป็นเจ้าหญิงเผ่าหนึ่งในกาบอง

ในปี 2006 จีนได้จัดการประชุม Sino-African Summit ขึ้นที่ปักกิ่ง เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสอง ซึ่งการประชุมครั้งนั้นมีผู้นำจากแอฟริกาถึง 48 ชาติเข้าร่วมประชุมกับประธานาธิบดีหู จิน เทา โดยสาระสำคัญของการประชุม คือ การพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองให้แนบแน่นขึ้นไปอีกโดยเฉพาะทางด้านการค้า การลงทุน โดยจีนเสนอวงเงินกู้พิเศษกว่าห้าพันล้านดอลลาร์ให้กับผู้ซื้อในแอฟริกาที่ต้องการนำเข้าสินค้าจากจีน

ประธานาธิบดีหู จิน เทา กับ นางเอลเลน จอห์นสัน (Ellen Johnson)
ประธานาธิบดีของไลบีเรียในการประชุม Sino-African Summit ที่ปักกิ่ง

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายคนมองว่าแม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและแอฟริกาจะมีความแนบแน่นมาตลอดห้าสิบกว่าปี แต่จีนสามารถเข้าไปครอบงำประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาได้คล้ายกับการ ล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่หรือ New Colonial โดยผ่านในรูปของการช่วยเหลือเงินกู้ แต่ได้รับประโยชน์จากการค้าและการลงทุนโดยเฉพาะสัมปทานในการขุดเจาะน้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น แร่ธาตุต่าง ๆ เป็นต้น ขณะเดียวกันนักลงทุนจีนเองก็ได้อานิสงค์จากการไปลงทุนในแอฟริกาเนื่องจากค่าแรงของแรงงานแอฟริกันนั้นยังถูกอยู่
ดูเหมือนว่าวิสัยทัศน์ของเหมา เจ๋อ ตุง และ โจว เอิน ไหล เมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้วจะมา ผลิดอกออกผลในช่วงนี้นะครับ เพราะจะว่าไปแล้วจีนได้ประโยชน์จากทวีปแอฟริกามาก หากดู ๆ ไปแล้วอาจจะมากกว่าอดีตมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมจากยุโรปหรืออเมริกาเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้ Joshua Cooper Ramo อดีตบรรณาธิการของนิตยสาร TIME ได้เรียกการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนในแอฟริกาไว้ว่าเป็น Beijing Consensus หรือ ฉันทามติแห่งกรุงปักกิ่งล้อกับ Washington Consensus ของ John Williamson ที่พูดถึงอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในการครอบงำการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโลกที่สามช่วงทศวรรษที่ 90
Joshua Cooper Ramo ได้อธิบายถึง Beijing Consensus ของเขาไว้ว่า จีนนั้นดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและการทูตโดยเลือกที่จะไม่แทรกแซงทางการเมือง (Non-Interference) ของประเทศอื่น แต่มุ่งไปที่เรื่องของการค้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีคำกล่าวว่า ถ้าประเทศไหนในแอฟริกามีวัตถุดิบหรือทรัพยากรที่จีนต้องการแล้ว จีนจะเข้าไปทำธุรกิจผูกมิตรด้วยทันทีโดยไม่สนใจว่าประเทศเหล่านั้นจะมีประชาธิปไตยหรือไม่มี ประเทศเหล่านั้นจะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า

Joshua Cooper Ramo และหนังสือ The Beijing Consensus
การจัดระเบียบโลกใหม่ภายใต้กรงเล็บพญามังกร

Beijing Consensus ข้อถัดมา คือ จีนจะเน้นเข้าไปลงทุนทางด้านการพัฒนาสาธารณูปโภค (Structural Development) ในประเทศต่าง ๆ ที่ผูกมิตรกับจีนโดยมีบริษัทข้ามชาติจากจีนจะเข้าไปก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล เขื่อน สนามกีฬา รวมทั้งส่งแรงงานมีฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ไปช่วยพัฒนาประเทศด้อยพัฒนาเหล่านั้นซึ่งที่ผ่านมา Ramo ตั้งข้อสังเกตว่าชาติจากโลกตะวันตกค่อนข้างลังเลและไม่กล้าทำเช่นนี้ การสร้างมิตรภาพและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน (Friendship and Respect) เป็นแนวทางประการที่สามของ Beijing Consensus ที่นโยบายทางการทูตจีนเน้นไปที่การให้ความจริงใจแต่ต้องยอมรับในนโยบายจีนเดียวก่อน
Beijing Consensus ประการสุดท้าย คือ การเผยแพร่แนวคิด China model of development โดยจีนเชื่อว่าการพัฒนาประเทศได้ต้องมาจากการจัดหาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้พร้อมก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจและจึงค่อย ๆ ปฏิรูปภาคประชาชนตามมา
Sino-African เป็นความสัมพันธ์ที่ยืนยันถึงอิทธิพลของจีนในโลกยุคใหม่ว่า พวกเขามีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นไปเป็นมหาอำนาจตัวจริงแทนสหรัฐอเมริกาแล้วนะครับ ขณะเดียวกัน Beijing Consensus ก็นับเป็นเรื่องใหม่ที่พวกเราควรได้เรียนรู้ว่าทิศทางของโลกในวันข้างหน้านั้นมันจะเป็นยังไงภายใต้กรงเล็บพญามังกร
เอกสารและภาพประกอบการเขียน
          1. www.wikipedia.org
          2. ส่วนเศรษฐกิจต่างประเทศ ฝ่ายวิชาการ EXIM BANK, “จีน-แอฟริกา อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่น่าจับตามอง
          3. The Beijing Consensus ,  Joshua Cooper Ramo