วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

RFID เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมอาหาร

การตรวจสอบสถานภาพสินค้าอย่าง Real Time ทำให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเรื่องตรวจสอบคุณภาพ ความสูญเสีย และกำลังผลิต
กระบวนการโลจิสติกส์ภายในโรงงานผลิต (Internal Logistics) เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมีบทบาทสำคัญในการวางแผนการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งปัญหาส่วนมากมักเกิดจากการสูญเสียระหว่างการขนส่ง การแปรรูปอาหาร ความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งเป็น 3 เรื่องหลักที่ RFID เข้ามามีส่วนร่วมทำให้กระบวนผลิตสามารถมองเห็นเป็นภาพ (Visibility) และตรวจสอบได้ (Traceability)
ดร. นัยวุฒิ วงษ์โคเมท บริษัท ไอ.อี.เทคโนโลยี จำกัด ได้ทำการศึกษาเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยการสนับสนุนจากสถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย (RFID Institute of Thailand) โดยได้แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารโลกว่า อาหารที่ผลิตขึ้นมามากกว่าครึ่งคือการสูญเสีย สูญหาย หรือต้องนำไปทิ้ง เนื่องจากประสิทธิภาพการจัดการซัพพลายเชนโดยบุคลากรไม่มีคุณภาพพอเพียง ต่อเมื่อนำ RFID มาใช้จะสามารถช่วยในตรวจสอบอย่าง Real Time เกิดผลประโยชน์ในเรื่องความเชื่อถือได้ ความรวดเร็ว แม่นยำ สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลไอทีอื่นๆ ในระบบได้ เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ เปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในซัพพลายเชนทั้งระบบ


การทำงานของ RFID ในอุตสาหกรรม
RFID (Radio Frequency Identification) เป็นระบบที่นำเอาคลื่นวิทยุมาเป็นคลื่นพาหนะเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สองชนิดที่เรียกว่า tag และตัวอ่านข้อมูล (Reader หรือ Interrogator) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless) โดยการนำข้อมูลที่ต้องการส่ง มาทำการ modulation กับคลื่นวิทยุแล้วส่งออกผ่านทางสายอากาศที่อยู่ในตัวรับข้อมูล การประยุกต์ใช้งาน RFID จะมีลักษณะการใช้งานที่คล้ายกับบาร์โค้ด (Barcode) และยังสามารถรองรับความต้องการอีกหลายอย่างที่บาร์โค้ดไม่สามารถตอบสนองได้ แต่สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ สำหรับเป็นข้อมูลทางการขายสินค้าปลีกต่อไป
องค์ประกอบที่สำคัญของ RFID คือ tag มีทั้ง Active Tag มีแบตตอรี่อยู่ภายในสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลได้ Passive Tag ไม่มีแบตตอรี่แต่จะทำงานโดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากตัวอ่านข้อมูล Semi Passive Tag มีแบตตอรี่อยู่ แต่ไม่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้ หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของตัวอ่านข้อมูลหรือ Reader/Interrogator รับข้อมูลที่ส่งมาจาก Tag แล้วทำการตรวจสอบ ถอดรหัสข้อมูลและนำข้อมูลเข้าสู่ Middleware ทำหน้าที่เชื่องโยงฮาร์ดแวร์กับแอพพลิเคชั่นที่อุตสาหกรรมใช้ เช่น ERP ก่อนจะส่งไปยัง Enterprise Software ในองค์กรที่ใช้งานเพื่อนำไปประมวลผลขั้นสูงและประกอบการตัดสินใจต่อธุรกิจ
การตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมอาหาร
เทคโนโลยี RFID มีประโยชน์ในเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะเมื่อเห็นกระบวนการผลิตอย่าง Real Time แล้ว ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตสามารถเห็นสถานภาพของสินค้าได้ทันที โดยเฉพาะเวลามีวิกฤตการณ์การปนเปื้อนสารเคมี เชื้อโรคในอาหาร การใช้เทคโนโลยี RFID สามารถตอบสอบได้ว่า ส่วนผสมมาจากที่ใดบ้าง ผลิตวันและเวลา สินค้ามี Shelf Life เหลืออยู่เป็นระยะเวลาเท่าใด อาหารปลอดภัยต่อการบริโภคหรือไม่
เมื่ออุตสาหกรรมอาหารขึ้นอยู่กับความสดใหม่เป็นสำคัญ RFID สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการเห็นภาพโดยรวม (visibility) ความปลอดภัย การตัดสินใจ การจัดการสินค้าเข้าออก (FIFO) ความถูกต้อง นอกจากนี้แล้ว ต้นทุนของ RFID คิดเป็น 10-20% ของระบบทั้งหมด
การนำ RFID ไปใช้กับสินค้าผักผลไม้โดยนำ Tag ติดไว้ตระกว้าหรือฝังไว้ตะกร้า ถ้าใช้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์จะนำไปติดไว้ในหูของสัตว์ที่จะถูกนำไปชำแหละตั้งแต่ในฟาร์ม จุดรับซื้อ รวบรวมส่งเข้าโรงงานไปยังศูนย์กระจายสินค้าจนถึงผู้บริโภค ลักษณะการใช้ถูกแบ่งเป็นกระบวนการสั้นๆ แล้วนำข้อมูลมาต่อกัน ข้อมูลที่ได้เป็น Real Time แล้วนำมาประมวลผล การจัดการการผลิต เครื่องมือที่ใช้นำมา Integrate เข้าด้วยกันจนสามารถส่งข้อมูลได้ไกลในระดับประเทศได้ จึงเป็นประโยชน์เมื่อต้องการค้าขายกับต่างประเทศ ในช่วงเวลาที่ความปลอดภัยของอาหารเป็นเรื่องที่คู่ค้าต่างชาติให้ความสำคัญ

กรณีศึกษาการตรวจสอบย้อนกลับ
จากการศึกษาพืชผักสดจากโครงการหลวง ใช้การติด Tag กับตะกร้าใหญ่แล้วกระจายสู่ตะกร้าเล็กเพื่อทำการตัดแต่ง แล้วนำสู่สายพานและบรรจุเป็นแพ็คย่อยซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นบาร์โค้ด ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์จึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่จุดผลิต ประหยัดต้นทุนค่าแรงงานที่ต้องใช้ในการจดข้อมูลสินค้าและลดความผิดพลาดที่เกิดจาก Human Error
ด้านเครือเบทาโกร ใช้กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับอย่างเต็มรูปแบบเรียกว่า Betagro e-Traceability รวมทั้งได้ดำเนินโครงการประกันความปลอดภัยและคุณภาพอาหาร เพื่อให้กระบวนการผลิตอาหารปลอดภัยทั้งระบบและมีขั้นตอนมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีเครื่อง Spy on Me Kiosk ติดตั้งในซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งผลิตของสินค้าที่ผลิตโดยเบทาโกรได้
CPF ใช้เทคโนโลยี RFID ในด้าน Food Traceability เริ่มตั้งแต่การนำสุกรเข้าสู่โรงงานชำแหละซึ่งจะมี RFID Tag ติดอยู่บนขอเกี่ยว จากนั้นเข้าสู่กระบวนการผลิตแปรรูปโดยมี Tag ติดอยู่ที่ตะกร้า เดินทางไปจนถึงการผลิตเป็นแพ็คเกจ ขั้นตอนสุดท้ายของระบบจะถูกเปลี่ยนเป็นบาร์โค้ดเพื่อกระจายไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต ทำให้ผู้บริโภคสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับจากข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ เช่น เนื้อซื้อมามาจากฟาร์มไหน ถูกชำแหละเมื่อใด
ระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมผลิตกุ้ง โดยการนำ Tag ไปติดไว้ตะกร้าและดำเนินการตั้งแต่การแบ่งขนาดกุ้ง แกะเปลือก คัดไซส์ ตัดหัว เครื่องอ่านซอฟท์แวร์จะทำการบันทึกข้อมูลแล้วนำมาแชร์ร่วมกันให้กับบริษัทคู่ค้า จากเดิมใช้พนักงาน 9 คนในการจดบันทึกเมื่อใช้เทคโนโลยี RFID ให้พนักงาน 1 คนในการดำเนินการ

นอกจากการใช้เทคโนโลยี RFID เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและการสูญเสียอาหารแล้ว การใช้เทคโนโลยีนี้ยังสามารถช่วยวางแผนกำลังการผลิต เมื่อข้อมูลเป็น Real Time ทำให้ตรวจสอบว่าพนักงานคนไหนทำอะไรบ้าง จึงสามารถจ่ายแรงงานตามน้ำหนักที่พนักงานทำงาน ถ้าเกิดความผิดปกติจากการผลิต เช่น น้ำหนักสินค้าไม่ตรงตามมาตรฐาน สามารถระบุได้ว่าพนักงานคนไหนทำ หลังจากนั้นจึงฝึกพนักงานคนนั้นใหม่ให้ปฏิบัติงานให้ถูกต้องต่อไป
RFID ตรวจสอบเรื่อง Yield คุณภาพ น้ำหนัก การสูญหาย และกำลังการผลิต ทั้งหมดนี้จะนำมารวมเป็นข้อมูลเพื่อควบคุมการผลิต แสดงให้เห็นภาพการผลิตในแต่ละจุดว่า การผลิตขณะนี้เป็นจำนวนเท่าไร และยังไม่ได้ผลิตอีกเท่าใด ระบุชัดให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการผลิตขณะนั้น รวมถึงการเมื่อการขนย้ายอาหารที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ RFI Dจะช่วยตรวจสอบว่าการขนส่งอาหารถูกต้องตามอุณหภูมิที่กำหนดหรือไม่
“ผู้ประกอบการยังไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ จนกว่าจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอาหารเกิดขึ้น จึงตรวจสอบ แต่การใช้เทคโนโลยี RFID ตั้งแต่ปัญหายังไม่เกิดจะช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ตรวจสอบได้แม่นยำ นำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ วางแผนการผลิต ระยะเวลาการคืนทุนไม่เกิน 2 ปี” ดร.นัยวุฒิ กล่าวสรุป



วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

New Japanese train!!!



















การนำโลจิสติกส์มาประยุกต์ใช้กับการซื้อของใช้ในบ้าน


โดย วิญญู ปรอยกระโทก
อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ 
สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น


หลายคนเมื่อได้ยินคำว่าโลจิสติกส์ อาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันตัวเองและไม่สนใจ แต่หากพิจารณาดีๆ แล้ว โลจิสติกส์แทบจะมีบทบาทในทุกๆ การการะทำในชีวิตประจำวันของคนเรา เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้ามา การวางแผนการเดินทางไปโรงเรียน หรือไปทำงาน ตลอดจนการวางแผนการจัดเก็บจัดซื้อข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ทำอย่างไรให้ถึงที่หมายทันเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด
      วางแผนซื้อข้าวของเครื่องใช้เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำปลา น้ำตาล ข้าวสาร รวมถึงอาหารสดอย่างไรจึงจะเป็นการประหยัด ไม่สิ้นเปลืองเงินจากการที่ต้องเก็บตุนสิ่งของเหล่านั้น ยิ่งถ้าหากเป็นการซื้ออาหารสด จะซื้ออย่างไรให้เพียงพอต่อการนำไปใช้ทำอาหารโดยที่เหลือเป็นของเน่าเสียน้อยที่สุดด้วย ซึ่งเมื่อเราสามารถวางแผนดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็หมายถึงว่าเราได้ทำการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์จากการที่ประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น หากท่านนำไปลงทุน หรือฝากไว้กับธนาคารเพื่อผลตอบแทนดอกเบี้ย ท่านก็จะยิ่งได้ประโยชน์เพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย
      ก่อนที่จะเราทำการซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้าบ้าน เราต้องมาการสำรวจสิ่งของเหล่านั้นก่อนมา สิ่งใดที่หมด หรือเหลือมากน้อยแค่ไหน และสิ่งใดที่มีความต้องการใหม่เพิ่มเข้ามา จากพฤติกรรมการใช้ หรือความต้องการของคนในบ้าน ซึ่งถ้าพูดในลักษณะของโลจิสติกส์ก็ คือความต้องการของลูกค้านั่นเอง
      ความต้องการของคนในบ้านจะเป็นข้อมูลในการสั่งซื้อสินค้าเพื่อให้พ่อซึ่งเป็นฝ่ายจัดหา ไปหาซื้อเข้ามาในบ้าน ส่วนแม่เป็นคนจัดเก็บและแปรรูปของที่ซื้อมาเพื่อให้ส่งให้ตรงตามความต้องการและเกิดความพึงพอใจสูงสุดของคนในบ้าน
      ต่อไปเราจะมาทำการบริหารจัดการโลจิสติกส์ โดยการ “หาระยะเวลาที่เหมาะสมในการซื้อของใช้ เข้าบ้าน”
      ปัจจุบัน : การซื้อของใช้เข้าบ้านจะไม่ได้มีการบริหารเวลา ของหมดก็ค่อยหาซื้อ ทำให้เกิดของขาดบางเวลา หรือเกิดของเน่าเสีย รกตู้เย็น ซึ่งส่งผลเกิดความสูญเสียและทำให้ต้องเสียค่าเดินทางที่มากขึ้น หรือต้องซื้อของที่แพงขึ้น เพราะต้องหาซื้อกะทันหัน

ระยะเวลาการใช้สินค้า

      ดังนั้น : อาหารสดจำพวกเนื้อสัตว์และผัก ควรซื้อทุก 2 สัปดาห์(เดือนละ 2 ครั้ง) ในจำนวนที่ระบุ เพื่อความสดใหม่ แต่สินค้าอื่นก็ทำการซื้อเดือนละ 1 ครั้ง คือ ซื้อในสัปดาห์แรกของเดือนพร้อมพวกของสดและไปซื้อของสดอีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน


      การซื้อของ จะซื้อหลังจากเลิกงานของพ่อ เพราะต้องกลับรถเพื่อกลับบ้านหน้าฟู้ดแลนด์อยู่แล้ว หรือซื้อที่โลตัสเพราะเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใกล้บ้านมากที่สุดและเป็นทางผ่านในการจะไปทำงานและทางผ่านไปเข้าเมือง เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางประโยชน์จากการบริการจัดการโลจิสติกส์ในการซื้อของใช้ในบ้าน
- ลดจำนวนครั้งในการเดินทางไปซื้อสินค้า ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
      - ของเน่าเสีย หรือหมดอายุลดลง
      - ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะซื้อของเท่าที่จำเป็นและไม่ต้องซื้อของที่ราคาแพงกว่าในกรณีฉุกเฉิน
            - เพิ่มความพึงพอใจและสะดวกสบายให้คนในบ้าน เพราะได้ของที่ต้องการและมีใช้อย่างต่อเนื่อง
            - สามารถนำเงินที่เหลือไปใช้ในสิ่งอื่นหรือเก็บออม


The Lean Six Sigma Guide to Doing More With Less


The Lean Six Sigma Guide to Doing More With Less: Cut Costs, Reduce Waste, and Lower Your OverheadWiley | 2010-02-08 | ISBN: 0470539577 | 327 pages | PDF | 13 MB


Create New Profits in Any Economy
In this difficult economic climate, it's vital to cut waste that can eat at a company's bottom line and boost efficiency at every organizational level. The traditional business solution in a crisis is to slash away non-critical talent and resources, often doing more harm than good. There is a far better systematic approach to doing more with less.
As a leading expert on Lean Six Sigma and business transformation, with a deep knowledge of its application in countless areas of business, author Mark George can help you use Lean Six Sigma to analyze your operational needs, identify high-impact opportunities, design and rapidly implement solutions, and create a system that will build efficiency and high performance in every area of your business. The Lean Six Sigma Guide to Doing More with Less can help you :

* Improve operating margins by as much as 20%, ROIC by as much as 10%, and reduce the costs of goods sold by as much as 5% or more

* Create "cost intelligence" that uncovers root causes allowing cost reductions without jeopardizing customer service levels and quality

* Use enterprise speed, agility, and flexibility to drive step-change reductions in cost and enable competitive advantage

* Identify and eliminate the costs of complexity in your business

* Supercharge your legacy Six Sigma program, improving speed to results, increasing project values, and shortening completion times

With case examples from a wide array of industry, encompassing decades of experience implementing Lean Six Sigma in every economic climate, in companies of every size, The Lean Six Sigma Guide to Doing More with Less will give your business an intelligent edge in lean times.

 


MEGA ENGINEERING - เมืองใต้ดิน


Language :  English