วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โลจิสติกส์แบบย้อนกลับกับการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือ

จิรประภา ขจรบุญ
นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
และ น.ศ. หลักสูตร MS. in Logistics and Supply Chain Management ม.ศรีปทุม




ปัจจุบันโลกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวไกลไปกว่าจะคาด เดาได้ วันนี้ หนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากคงหนีไม่พ้น เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะสิ่งที่ได้กลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 เพิ่มเข้ามาในการดำรงชีวิตนั่นคือ โทรศัพท์มือถือ ที่ผู้ผลิตหลายค่ายต่างผลิตโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ออกมาแข่งขันกันเป็นจำนวน มาก ทำให้ผู้บริโภคเองมีหลายทางเลือกในการซื้อโทรศัพท์มือถือให้ตรงตามความต้อง การทั้งด้านคุณภาพ ฟังก์ชันการใช้งานและราคา แต่อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตขึ้นย่อมต้องมีอายุการใช้งาน โทรศัพท์มือถือก็เช่นกันที่ย่อมมีการเสื่อมประสิทธิภาพไปตามอายุการใช้งาน หรือตามแต่ใจผู้บริโภคที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่เสมอ และมักจะซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มาครอบครองแทนเครื่องเก่า
        จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ผู้บริโภคจัดการกับโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าอย่างไร? ซึ่งพบข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการเลิกใช้โทรศัพท์มือถือของโนเกียพบว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกส่วนใหญ่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกันในการเก็บ โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าไว้หลังเลิกใช้งานโดยไม่คิดจะรีไซเคิลโทรศัพท์มือ ถือ ถึงร้อยละ 74 มีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่นำมือถือเข้ากระบวนการรีไซเคิล (โนเกียแก๊ง, 2552) แต่มีอีกวิธีการหนึ่งที่คนไทยนิยมใช้เป็นอย่างมากและปฏิบัติมานานแล้ว คือการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนโดยการนำโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่ยังคงมี สภาพดีไปขายเป็นโทรศัพท์มือสอง เผื่อแผ่ให้กับผู้บริโภครายอื่นที่มีทุนทรัพย์ต่ำ อีกทั้งเพิ่มทุนในการซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้ตนเองได้อีกทางหนึ่ง ด้วย (ปรารถนา ฉายประเสริฐ, 2551)
อย่างไรก็ตามโทรศัพท์มือถือจะต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัด ในที่สุด เมื่อโทรศัพท์มือถือกลายเป็นของเสียโดยผ่านกระบวนการจัดการของเสียที่มี ประสิทธิภาพ สาเหตุหลักในการจัดการของเสียนี้ เนื่องจากโทรศัพท์มือถือจัดเป็นของเสียทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wastes) ที่มีองค์ประกอบอันเป็นอันตรายและมีพิษ สามารถแพร่กระจายปนเปื้อนลงสู่ดิน แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมได้ หากไม่ได้รับการกำจัดอย่างเหมาะสม (Geraldo T.R.Silveira et al, 2010) มีการศึกษาผลกระทบขององค์ประกอบที่เป็นพิษของโทรศัพท์มือถือแล้วพบว่า โทรศัพท์มือถือประกอบด้วยธาตุมากกว่า 40 ธาตุ และมี 20 ธาตุที่เป็นธาตุจำพวกโลหะ (Metallic Element) ในจำนวนนี้มีถึง 12 ธาตุที่มีความเป็นพิษร้ายแรง และยังมีปริมาณถึงร้อยละ 35-40 โดยน้ำหนักของโทรศัพท์มือถือ (StEP, 2009; G.F.Protomastro, 2009; B.Y.Wu et al., 2008) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารตะกั่ว (Lead: Pb) ซึ่งใช้เป็นตัวเชื่อม (Solder) ในโทรศัพท์มือถือ
สารตะกั่วเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อมีปริมาณสารตะกั่วในเลือดที่ความเข้มข้นอย่างน้อย 2.5 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตรจะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ระบบภูมิคุ้มกัน และส่งผลต่อไต ทำให้ทำงานผิดปกติ (EPA, 2009a) ซึ่งกล่าวได้ว่าโทรศัพท์มือถือเป็นแหล่งของสารตะกั่วที่สำคัญแหล่งหนึ่งที เดียว นอกจากนี้แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือประกอบด้วย Nickel-Cadmium: Ni-Cd หรือ Lithium-ion หรือ Nickel-metal Hydride ยังประกอบด้วยธาตุโลหะหนักที่เป็นพิษเช่น โคบอลต์ (Cobalt: Co) สังกะสี (Zinc: Zn) และทองแดง (Copper: Cu) ผู้ใช้หลายคนที่ไม่รู้วิธีกำจัด จึงนำไปทิ้งโดยการฝังกลบและเผาทิ้งถึงร้อยละ 73 ของประชากรสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้โลหะหนักจากแบตเตอรี่เหล่านี้มีการปลดปล่อยสู่ดิน น้ำใต้ดิน น้ำผิวดินและสิ่งแวดล้อมได้ (EPA, 2009b)
         อีกประการหนึ่งคือกระบวนการรีไซเคิลสามารถ เปลี่ยนของเสียเหล่านี้ ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าสูงได้ โดยโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งสามารถกลับกลายเป็นวัตถุดิบได้ถึงร้อยละ 90 (Geraldo T.R. Silveira et al, 2010) ยกตัวอย่างโครงการรณรงค์การรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือใช้แล้วทั่วโลก Nokia Loves Earth ระบุว่าโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องนำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล มีส่วนประกอบภายในตัวเครื่องที่สามารถรีไซเคิลได้ถึงร้อยละ 80 ประกอบด้วยวัสดุประเภทพลาสติกมากที่สุด ที่เหลือเป็นทองแดง เซรามิก อะลูมิเนียม ทองและวัสดุอื่นที่ไม่ใช่โลหะ ส่วนที่เป็นชิ้นส่วนพลาสติก โลหะ และเซรามิกนำมารีไซเคิลได้ทั้งหมด หากโทรศัพท์มือถือถูกนำไปรีไซเคิล 1 ล้านเครื่องจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 12,585 ตัน ซึ่งชิ้นส่วนวัสดุเหล่านี้จะถูกนำมาทำการแปรรูปเป็นส่วนประกอบของรถจักรยาน กาต้มน้ำ อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องดนตรี เป็นต้น แม้กระทั่งแหวนที่ทำจากแพลตินัม (Platinum: Pt) ก็เป็นผลผลิตของการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือเก่านั่นเอง นอกจากนี้ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 มีการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการรีไซเคิล หรือนำเศษชิ้นส่วนที่เหลือไปบดเป็นชิ้นส่วนของวัสดุก่อสร้าง หรือนำไปถมถนน


รูปที่ 1 โครงการ Nokia Loves Earth (ธัชสรัญ แก้วศรี, 2553)

ในฐานะที่ Nokia เป็นธุรกิจที่มีโครงการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมใหญ่ที่สุดใน โลก Nokia จึงให้ผู้ใช้นำโทรศัพท์มือถือเก่ามาร่วมโครงการรีไซเคิลได้ใน 85 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยตั้งกล่องรับรีไซเคิลที่ Nokia Shop และ Nokia Care ทุกสาขา ในร้าน Power Buy และห้าง Central ทุกสาขา เพียงนำโทรศัพท์มือถือเก่าและอุปกรณ์เสริมทุกยี่ห้อไปหย่อนลงกล่องตามจุดดัง กล่าว (อุณา ตัน, 2551) นอกจากนี้ค่ายมือถืออื่น ๆ ก็มีโครงการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือเช่นกันได้แก่ Sony Ericsson มีโครงการ Take-back เชิญชวนให้นำโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า หรือ อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ใส่ลงในกล่องรีไซเคิลที่ศูนย์บริการ Sony Ericsson หรือที่ร้านค้าที่ได้รับการแต่งตั้ง
ค่าย Samsung มีโครงการ Samsung Green Planet โดยเปิดตัว Samsung Recycling Box ที่รองรับตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล รวมถึงอุปกรณ์ชิ้นส่วนดิจิตอลต่าง ๆ เพื่อนำไปรีไซเคิล ณ ร้าน Samsung Brand Shop และศูนย์บริการลูกค้า Samsung ทั่วประเทศ ค่าย Motorola เองก็สามารถนำไปรีไซเคิลได้ โดยมีที่ตั้งในกรุงเทพฯ 3 จุดได้แก่ สำนักงานใหญ่ ชั้น 22 ตึก Two Pacific หรือ Motorola Shop ที่ชั้น 1 Seacon Square สำหรับต่างจังหวัดที่ Motorola Service Center (Akanek, 2550) นอกจากนี้ค่าย Apple ก็มีโครงการ i-Pod and Mobile Phone Recycling สามารถส่งไป Recycle ผ่านทางไปรษณีย์หรือร้านตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Apple ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ผู้ใช้ที่นำผลิตภัณฑ์มารีไซเคิลจะได้รับส่วนลดในการซื้อผลิตภัณฑ์ ใหม่ถึงร้อยละ 10 (Geraldo T.R. Silveira et al, 2010)

รูปที่ 2 กระบวนการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือ (สุภาภรณ์ นิลยกานนท์, 2552)

จะเห็นได้ว่าผู้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการจัดการของเสีย อันตรายจากโทรศัพท์มือถือแท้จริงแล้วคือผู้ผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ นั่นเอง ซึ่งนโยบายในการจัดการของเสียของผู้ผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือจัดเป็น หลักการสำคัญในการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างหนึ่ง ที่มีประสิทธิผลในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ตลอดวงจร ผลิตภัณฑ์ขององค์กรหรือเรียกว่า Green Logistics and Supply Chain Management (GLSCM) (นิลวรรณ ชุ่มฤทธิ์ และทศพล เกียรติเจริญผล, 2551) หลักการที่เกี่ยวข้องในการจัดการของเสียนั้นจะอยู่ในกิจกรรมโลจิสติกส์ย้อน กลับ (Reverse Logistics) ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจในทุกอุตสาหกรรมการผลิต
โดยไชยยศและมยุขพันธุ์ ไชยมั่นคง (2550) ให้รายละเอียดว่า เป็นปฏิบัติการส่งคืนสินค้าและการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยมีความสำคัญทั้งด้านการบริการลูกค้าและด้านสิ่งแวดล้อม สินค้าส่งคืนบริษัทอาจเกิดจากสินค้ามีความบกพร่อง หมดอายุ ส่งผิด แลกเปลี่ยน (Trade-ins) ส่งซ่อมตามระยะเวลาการประกันคุณภาพ ส่งคืนเพื่อเปลี่ยนใหม่หรือนำมาแปรสภาพใหม่ (Recycle) นอกจากนี้ยังรวมถึงการกำจัดผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุขัยหรือหมดสภาพใช้งานหรือ วัสดุเหลือใช้จากการผลิต การจำหน่ายหรือบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว
นอกจากนี้ The Council of Logistics Management ได้นิยาม Reverse Logistics ว่าเป็นกระบวนการวางแผน ปฏิบัติการ ควบคุมต้นทุนในการไหลของวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต ผลิตภัณฑ์ และข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในมุมตั้งแต่ผู้บริโภคกลับมายังจุดเริ่มต้นการผลิต เพื่อใช้ประโยชน์ในมูลค่าสินค้าที่ยังมีอยู่หรือเพื่อทำลายทิ้งอย่างเหมาะสม หรือหากกล่าวอย่างเจาะจง Reverse Logistics ก็คือกระบวนการเคลื่อนของสินค้าจากจุดหมายปลายทางในทิศทางย้อนกลับเพื่อใช้ ประโยชน์ในมูลค่าสินค้าที่ยังมีอยู่หรือเพื่อทำลายทิ้งอย่างเหมาะสมนั่นเอง (Dale S. Rogers and Ronald S.Tibben-Lembke, 1998) ซึ่งพบได้ในองค์ประกอบของโซ่อุปทานในแต่ละองค์กรที่ต้องประกอบไปด้วย โลจิสติกส์ไปข้างหน้า (Forward Logistics) และโลจิสติกส์แบบย้อนกลับ (Reverse Logistics) ได้ดังแสดงในรูปที่ 3


รูปที่ 3 กระบวนการโลจิสติกส์ไปข้างหน้าและย้อนกลับ (Yi Mei Zhang et al., 2011)

โลจิสติกส์ย้อนกลับถือเป็น 1 ใน 6 วัตถุประสงค์โลจิสติกส์เชิงปฏิบัติการของสถานประกอบการที่ต้องบรรลุเพื่อวัด การปฏิบัติงานโลจิสติกส์ (Operating Logistics) ให้สำเร็จในเรื่องการตอบสนองที่รวดเร็ว (Rapid Response) มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด (Minimum Variance) มีสินค้าคงคลังน้อยที่สุด (Minimum Inventory) มีการรวบสินค้าเป็นหน่วยใหญ่เพื่อเคลื่อนย้าย (Movement Consolidation) มีคุณภาพ (Quality) และสนับสนุนโลจิสติกส์ย้อนกลับและวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Reverse Logistics and Product Life Cycle Support)
                โดยวัตถุประสงค์ข้อนี้มุ่งเน้นให้องค์กรมีข้อผูกพันและความรับผิดชอบต่อ ผลิตภัณฑ์ เช่น การรับประกันสินค้า เมื่อสินค้าบกพร่องหรือเสียหายระหว่างช่วงอายุการประกันก็จะต้องนำกลับมา ซ่อมแซม การเรียกสินค้ากลับคืนอันเนื่องจากสินค้ามีข้อบกพร่อง สินค้าหมดอายุ ขยะและบรรจุภัณฑ์ การจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับจะต้องออกแบบให้มีต้นทุนต่ำ สินค้ามูลค่าสูงเช่นเครื่องจักร เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ต้องการการบำรุงรักษาและซ่อมแซมเพื่อให้มีอายุการ ใช้งานยาว การบำรุงรักษาจะต้องมีอะไหล่และบริการสนับสนุน บริการสนับสนุนหลังการขายเป็นหน้าที่ของฝ่ายโลจิสติกส์ในการนำสินค้ากลับมา ซ่อมแซม สต็อกอะไหล่อย่างเพียงพอและให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ได้ บริการหลังการขายทำให้สินค้ามีอายุการใช้งานยาวนานซึ่งเป็นการสนับสนุนวงจร ชีวิตผลิตภัณฑ์ (ไชยยศและมยุขพันธุ์ ไชยมั่นคง, 2550) ตลอดจนหน้าที่ในการกำจัดของเสียเมื่อหมดอายุการใช้งานด้วย
         โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์จัดเป็นของเสียที่เป็นของแข็ง (Solid Wastes) ที่มีการจัดการของเสียที่จำเพาะเจาะจง ดังนั้นหากกล่าวถึงโลจิสติกส์ย้อนกลับสำหรับการกำจัดของเสียที่เป็นของแข็ง อาจกล่าวได้ว่าประกอบด้วยการวางแผนการขนส่ง (Transportation) และคลังสินค้า (Inventor) ในการรวบรวมของเสีย (Waste Collection) การจัดส่ง (Delivery) และการกำจัด (Disposal) ซึ่งประกอบด้วยองค์กรที่เกี่ยวข้อง 3 ระดับ (Yi Mei Zhang et al, 2011) ดังรูปที่ 4 ได้แก่



รูปที่ 4 โซ่อุปทานของกระบวนการจัดการของเสียที่เป็นของแข็ง (Solid Waste Management)
(Yi Mei Zhang et al, 2011)

1)  หน่วยรวบรวมของเสีย (Solid Waste Collection Stations) ซึ่งจะทำหน้าที่ในการรับและรวบรวมของเสียทั้งหมดที่มีการผลิต คัดแยก และจัดส่งของเสียที่สามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไปสู่ผู้ผลิตใหม่ (Remanufacturer)
        2)  ศูนย์กลางกระจายของเสีย (Waste Distribution Centers) ซึ่งจะทำการจัดเก็บและส่งต่อของเสียหน่วยรวบรวมของเสียไปยังหน่วยกำจัดต่อไป
        3)  หน่วยกำจัดและบำบัดของเสีย (Waste Disposal/Treatment Facilities) ตัวอย่างเช่น นำไปถมที่ เผาทิ้ง หรือเป็นปุ๋ยให้กับพืช
         ยกตัวอย่างการจัดการของเสียโทรศัพท์มือถือในสหรัฐอเมริกาซึ่งนำเสนอโครงการ รีไซเคิลของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ ดังรูปที่ 5 จากแผนภาพดังกล่าวยืนยันได้ว่าองค์กรผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือวางกระบวนการจัด การโลจิสติกส์ย้อนกลับขององค์กรออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่ 1 หน่วยรวบรวมของเสีย (Solid Waste Collection Stations) ได้แก่ Collection point Partner store และ Manufacturer Store ดังเช่นปรากฏในประเทศไทยที่มีกล่องรับโทรศัพท์มือถือสำหรับรีไซเคิลที่ร้าน ตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ ส่วนที่ 2 ศูนย์กลางกระจายของเสีย (Waste Distribution Centers) ซึ่งก็คือตัวแทนแต่ละค่ายโทรศัพท์มือถือในแต่ละประเทศ และส่วนที่ 3 หน่วยกำจัดและบำบัดของเสีย (Waste Disposal/Treatment Facilities) ได้แก่ บริษัทรับ Recycle ของเสียเพื่อแยกชิ้นส่วน ผลิตซ้ำใหม่ นำมาปรับปรุงและขายซ้ำ หรือนำไปบริจาค



รูปที่ 5 การรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในสหรัฐอเมริกา
(Geraldo T.R.Silveira et al, 2010)

ตัวอย่างโลจิสติกส์ย้อนกลับอื่น ๆ ที่พบเห็นได้ในปัจจุบันโดยเฉพาะการเรียกคืนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่นในกรณีแบตเตอรี่โทรศัพท์ยี่ห้อ Nokia รุ่น BL-5C ที่มีการตรวจสอบพบว่ามีสินค้าล็อตที่ไม่ได้มาตรฐานหลุดออกมาจำหน่าย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายได้ โดยทางศูนย์ Nokia ได้เซ็ตระบบทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าไปตรวจสอบหมายเลขแบตเตอรี่ของตนว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือไม่ และสามารถเอากลับไปเปลี่ยนคืนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ จากกรณีก็จะเห็นได้ว่าทาง Nokia ได้วางแนวทางแก้ไขเมื่อประสบปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ก็สามารถจัดการในเรื่องโลจิสติกส์ย้อนกลับให้ลูกค้าเกิดความสะดวกสบายในการ ใช้บริการ ซึ่งจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าให้คงอยู่ได้ (Logistics Thai Club, 2550)
          หรือตัวอย่าง บริษัท โฮย่ากลาสดิสต์ ซึ่งผลิต Substrate (แผ่นแก้ว) เพื่อนำไปเคลือบ Media อันเป็นส่วนประกอบหนึ่งใน Hard Disk โดยสินค้าจะมีข้อกำหนดคุณสมบัติที่ค่อนข้างละเอียด ทั้งในเรื่องขนาด ลักษณะของผิวแก้ว และความสะอาด บ่อยครั้งที่บริษัทจะได้รับคืนสินค้ากลับจากลูกค้าอันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น ผลการตรวจสอบ Incoming แล้วพบข้อบกพร่อง ลูกค้าจะทำการส่งกลับสินค้าล็อตนั้นทั้งหมดกลับมาเปลี่ยน หรือเมื่อลูกค้านำสินค้าที่ได้เข้าสู่กระบวนการผลิตของตนแล้วเกิดปัญหา หรือส่งผลให้คุณภาพผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีความแปรปรวนสูง ซึ่งลูกค้าเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากวัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็น Substrate ดังนั้นลูกค้าจะส่งตัวอย่างในล็อตนั้นกลับมาให้วิเคราะห์หาสาเหตุร่วมกัน หรืออีกกรณีที่ทางบริษัทได้ตรวจพบปัญหาคุณภาพหลังจากได้ทำการ Shipping สินค้าไปแล้ว ทางบริษัทจะเข้าไปชี้แจงเพื่อขอเรียกคืนสินค้าล็อตนั้น ๆ แล้วทำการจัดส่งสินค้าล็อตใหม่ให้ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการจัดการทางด้าน Reverse Logistics ทั้งสิ้น โดยในหลาย ๆ ครั้งที่ทางบริษัทไม่สามารถหาเหตุผลที่รับฟังได้ให้กับลูกค้า ก็จะส่งผลในการลดความเชื่อมั่นในตัวสินค้าได้ (Logistics Thai Club, 2553)
         ในการผลิตสินค้ารายการหนึ่ง ๆ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหลุดรอดสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพไปยังมือลูกค้ามี อยู่เสมอ การจัดการ Reverse Logistics ที่ดีจะช่วยในเรื่องความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการออกแบบและควบคุมการผลิตที่ดีขึ้น ช่วยลดการซ่อมแซมที่ไม่เกิดมูลค่าและเพิ่มความเคร่งครัดในการตรวจสอบเพื่อ จัดส่งสินค้าที่ไม่พบข้อบกพร่องกลับออกสู่ตลาด แต่อย่างไรก็ตามการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับมักจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าใช้ จ่ายการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า การเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้บริโภคคืนบริษัทมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าจากบริษัทไป ยังผู้บริโภค ทั้งนี้เพราะสินค้าอยู่กระจัดกระจายห่างไกลกัน มีจำนวนน้อย การเก็บรักษา เคลื่อนย้ายและขนส่งยุ่งยาก ทำให้ค่าใช้จ่ายการขนส่งต่อหน่วยสูง กิจกรรมโลจิสติกส์ย้อนกลับจึงยังขาดระบบที่มีประสิทธิภาพ
          ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่าการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือนั้นถือเป็นวิธีการกำจัด ขยะทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าสนใจและกำลังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมาก ในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะเป็นนโยบายหลักในการบริหารโลจิสติกส์และโซ่อุปทานขององค์กรที่ เรียกว่า โลจิสติกส์ย้อนกลับ ที่เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือผ่าน 3 หน่วยงานหลักคือหน่วยรวบรวมของเสีย ศูนย์กระจายของเสีย และหน่วยกำจัดและบำบัดของเสียแล้ว ยังเป็นการสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคและผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีการ เก็บโทรศัพท์มือถือไว้ไม่ได้นำไปขายหรือทำประโยชน์ใดต่อ ให้นำมารีไซเคิลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมผ่านทางช่องทาง หน่วยรวบรวมของเสียไม่ว่าจะเป็นกล่องรับรีไซเคิล ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ หรือแม้แต่การส่งไปรษณีย์คืนไปยังบริษัทผู้ผลิตก็สามารถทำได้เช่นกัน นอกจากนี้การบริจาคโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วให้กับประเทศโลก ที่สามที่ประชากรส่วนใหญ่ยากจนก็เป็นอีกทางหนึ่งในการรีไซเคิลโทรศัพท์มือ ถือด้วย นอกจากนี้โลจิสติกส์ย้อนกลับยังรวมถึงการจัดการเรียกคืนสินค้าที่ไม่ได้ มาตรฐานคืนซึ่งองค์กรจะต้องกำหนดเป็นมาตรการในการดำเนินการเพื่อแก้ไขและ จัดการกับของเสียที่เกิดขึ้นเพื่อให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด
          นอกจากนี้หากจะทำให้การดำเนินการด้านโลจิสติกส์ย้อนกลับของการรีไซ เคิลโทรศัพท์มือถือประสบความสำเร็จมากที่สุด รัฐบาลเองควรเข้ามามีบทบาทในการออกระเบียบหรือกฎหมายบังคับใช้ (Enforcement) โดยระบุความรับผิดชอบให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นผู้สร้าง ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการกำจัด ครอบคลุมถึงประชาชนทุกคนต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้การกำจัดของเสีย อิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้เป็นไปอย่างถูกต้องและกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยอาจกำหนดช่วงอายุการใช้งานของโทรศัพท์มือถือ (Shelf Life) สูงสุดสำหรับการกำจัด อนึ่งปัจจุบันผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือแต่ละค่ายล้วนแต่มีนโยบายสนับสนุนการรี ไซเคิลโทรศัพท์มือถืออย่างเป็นรูปธรรม ขาดเพียงการสนับสนุนจากภาครัฐและประชาชนในการสนองนโยบายนี้ อีกทั้งภาครัฐควรกระตุ้นให้การศึกษาแก่ประชาชน มุ่งปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักวิธีการกำจัดโทรศัพท์มือถือด้วยการรีไซเคิลแทน การเก็บไว้หรือทำลายด้วยตัวเองอย่างไม่ถูกวิธีดังได้กล่าวมาแล้ว
          อย่างไรก็ตามโทรศัพท์มือถือจะมีอายุการใช้งาน มากหรือน้อยและทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างรวดเร็วหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้บริโภคแต่ละคนและคุณภาพของวัสดุอุปกรณ์มือถือ ดังนั้นจึงอยากขอเสนอแนะเคล็ดลับง่าย ๆ ในการประหยัดพลังงานของโทรศัพท์มือถือเพื่อให้คงอายุการใช้งานของโทรศัพท์ ได้ยาวนานได้แก่ ถอดสายชาร์จแบตเตอรี่ออกเมื่อเต็มแล้ว ลดความสว่างหน้าจอลง ตั้งค่าสแตนด์บายไว้ให้ต่ำที่สุด ปิดเสียงที่ไม่ต้องการใช้ เช่น ปุ่มกด ปิดฟังก์ชันบลูทูธไวร์เลสเมื่อไม่ได้ใช้งาน แต่ถ้าโทรศัพท์มือถือพังเกินจะเยียวยาหรือไม่ต้องการจะเยียวยาเพราะมีใจให้ ของใหม่ก็ควรจะนำมารีไซเคิลแทนการเก็บรักษาไว้ไม่ได้ใช้งาน


เอกสารอ้างอิง
          o ไชยยศ ไชยมั่นคง และมยุขพันธุ์ ไชยมั่นคง. 2550. กลยุทธ์โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเพื่อแข่งขันในตลาดโลก. นนทบุรี: ซี.วาย.ซิซเทิม พริ้นติ้ง จำกัด.
          o ธัชสรัญ แก้วศรี. 2553. ค้นหาทูตโนเกีย รณรงค์การรีไซเคิลมือถือ (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://news. siamphone.com/news-01716/html.htm
          o นิลวรรณ ชุ่มฤทธิ์ และทศพล เกียรติเจริญผล. 2551. การจัดการ Green Supply Chain และ Reverse Logistics ของอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (เอกสารประกอบการนำเสนอออนไลน์).
          o เข้าถึงได้จาก: http://www.thaieei.com/eeidownload/newiuceo_forum3/255104/green-supply-chain-revers-logistics.pdf
          o โนเกียแก๊ง. 2552. We recycle บริการ recycle มือถือจากโนเกีย (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://www.nokiagang.com/forums/we-recycle-t5699.html
          o ปรารถนา  ฉายประเสริฐ. 2551. มือถือเก่าเบื่อแล้วอย่างทิ้ง (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://sawangpattaya.org/sawangschool/index.php?topic=405.0
          o สุภาภรณ์ นิลยกานนท์. 2552. บุกโรงงานรีไซเคิลมือถือ (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://www.kroobannok.com/blog12873.htm
          o อุณา  ตัน. 2551.  โครงการ Nokia loves Earth รณรงค์การรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือใช้แล้วทั่วโลก (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://sawangpattaya.org/sawangschool/index.php?topic=405.0
          o Akanek. 2007.  Recycle มือถือของคุณ (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://www.community.akanek.com/B. Y. Wu, Y.C. Chan, A. Middendorf, X.Gu and H.W.Zhong. 2008. Assessment of toxicity potential of metallic elements in discarded electronics: a case study of mobile phone in China. Journal of Environmental Sciences 20, pp. 1403-1408.
          o Dale S. Rogers and Ronald S.Tibben-Lembke. 1998. Going backwards: Reverse Logistics Trends and Practices. Reno, Nevada: Reverse Logistics Executive Council.
          o Environmental Protection Agency (EPA). 2009a. Concentrations of Lead in Blood. Available at: http://yosemite.epa.gov/OCHP/OCHPWEb.nsf/content/bloodlead.concentrations.htm
          o Environmental Protection Agency (EPA). 2009b. Batteries. Available at: http://www.epa.gov/osw/Conserve/materialsbattery.htm
          o Gerald T.R. Silveira, Shoou-Yuh Chang. 2010. Cell phone recycling experiences in the United States and potential recycling options in Brazil. Waste Management 30, pp. 2278-2291.
          o G.F. Protomastro. 2009. Management of Electronic Scrap in Argentina. Third BOKU Waste Conference 2009. Available at: http://waste-conference.boku.ac.th/start/php.
          o Logistics Thai Club. 2010. Reverse Logistics. Available at: http://www.logisticsthaiclub.com/index.php?mo=3&art =443050
          o StEP – Solving the E-Waste Problem. 2009. Available at: http://www.step-initiative.org/initiative/what-is-e-Waste.php
          o Yi Mei Zhang, Guo He Huang and Li He. 2011. An inexact reverse logistics model for municipal solid waste management systems. Journal of Environmental Management 92, pp. 522-530.


Source : http://www.thailandindustry.com/guru/view.php?id=14569&section=9&rcount=Y

Bikes Made Out Of Wood










วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ของเสียเป็นวัตถุอันตรายได้

          ของเสียคือสิ่งที่เจ้าของไม่นำมาใช้เป็นประโยชน์อีกหรือนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ จึงอาจถูกทิ้งไป หรือสะสมทิ้งไว้ในที่เดิม โดยทั่วไปของเสียปริมาณมากและเข้มข้นมากมักเป็นอันตรายต่อคน สัตว์ พืช ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมได้อยู่แล้ว ก๊าซพิษและอากาศเสียที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า และเครื่องยนต์ทั่วไป รวมทั้งฝุ่นละอองต่างๆ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอากาศเสียด้วย ฝุ่นของปูนซีเมนต์ ใยหิน แป้งต่างๆ เป็นอันตรายต่อช่องปอด 
          ไอของสารประเภท chlorofluorocarbon (CFC) เป็นอันตรายทำให้ชั้นโอโซนในบรรยากาศชั้นสูงเบาบางลง ทำให้แสงอาทิตย์มีอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช มากกว่าปกติ ก๊าซเสียบางอย่าง อาจทำให้เกิดฝนกรด ซึ่งทำลายทรัพย์สินและคุณภาพของดินได้ เช่น ก๊าซเสียจากโรงผลิตไฟฟ้าที่มีกำมะถันสูง รถยนต์ที่เผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีตะกั่วและกำมะถันสูง ก๊าซและฝุ่นจากการเผาศพที่ไม่มีการดักจับก็เป็นปัญหาต่อสุขภาพเช่นกันกับการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์และเขม่า ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ น้ำที่มีโลหะหนัก น้ำที่มีสารเคมีธรรมดาที่มีความเข้มข้นสูง น้ำที่มีสารเคมีเป็นพิษ น้ำที่มีกากและมูลของสัตว์ และซากของพืชที่เน่าเปื่อยมาก และน้ำที่มีอุณหภูมิสูง หากปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง หนองบึง และทะเล จะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต คน และสัตว์ และทรัพย์สินต่างๆ ของที่ละลายหรือแขวนลอยในน้ำ หรือ ลอยอยู่บนผิวน้ำอาจมพิษซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ของจากโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงจากโรงงานที่ใช้โลหะหนัก คราบน้ำมันจากเรือ เช่น น้ำมันเตา น้ำมันเครื่อง น้ำมันดิบ เป็นต้น แม้แต่ตัวของเสียที่เป็นสารที่ไม่เป็นพิษ 
           คุณสมบัติของมันก็อาจทำให้น้ำเสียภายหลังได้ เช่น ขาดออกซิเจน หรือมีจุลินทรีย์มากเกินไปเป็นต้น ดังในกรณีของกากของแข็งและของเหลวจากโรงงานน้ำตาลและโรงเหล้า เมื่อรั่วลงแม่น้ำ ลำคลองมากเกินไป ทำให้น้ำเสียจนปลาและสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำที่มีสารเคมีเข้มข้นมาก จะนำไปใช้ทางเกษตร ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรม และในครัวเรือนไม่ได้ โดยที่สารเคมีเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสารพิษด้วยซ้ำ เช่น น้ำที่มีเกลือสินเธาว์ละลายอยู่อย่างเข้มข้น และน้ำเกลือที่รั่วไหลมาจากการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม เป็นต้น น้ำที่เสียคุณสมบัติที่ดีดังกล่าวนี้ทำให้เกิดวิกฤติการณ์ขาดน้ำจึดได้ ทั้งๆ ที่ยังมีน้ำอยู่ทั่วไป
          กากของแข็งที่ทิ้งกันไว้ไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะว่ามีอยู่กลาดเกลื่อน กินเนื้อที่ เกะกะ อุดตัน ลอยไปลอยมา ขีดขวางการจราจร และทำให้เกิดความไม่น่าดู แต่ยังไม่สามารถสลายให้เป็นก๊าซ หรือสามารถกลายเป็นของเหลวหรือละลายได้ในน้ำ จนทำให้เกิดเป็นพิษและอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและทรัพย์สินได้ เช่น แบตเตอรี่ชนิดต่างๆ โลหะหนัก ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืช เป็นต้น ของแข็งในรูปเศษแก้ว และเข็มฉีดยาอาจเป็นอันตรายอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่เห็นไม่ได้ชัดเท่า คือ ภาชนะที่เคยถูกใช้บรรจุสารพิษถูกน้ำมาใช้ใหม่ เช่น ถังและขวดที่นำมาใส่อาหารหรือน้ำดื่ม เป็นต้น ทั้งนี้เพราะว่าการล้างภาชนะด้วยน้ำเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง อาจจะไม่สามารถกำจัดสารพิษที่ตกค้างให้หมดไปจากตัวภาชนะได้
           ในเรื่องสถานภาพของเสียอันตรายนั้น เป็นที่คาดการณ์ว่าของเสียอันตรายที่มาจากอุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2544 อาจจะมีถึง 5 แสนตันเลยทีเดียว จากการสำรวจพบว่าของเสียอันตรายในประเทศไทยที่มีปริมาณนับจากมากไปน้อย คือ สารโลหะหนัก น้ำมัน ขยะติดเชื้อ ตัวทำละลายของเสียมีฤทธิ์เป็นกรด กากตะกอนและของแข็งที่เป็นสารอินทรีย์ ขยะชุมชน น้ำเสียล้างรูป ของเสียเป็นด่าง กากสารอินทรีย์เหลว กากสารอินทรีย์ละลายน้ำ และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ของเสียที่เป็นอันตรายเหล่านี้ นอกจากมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสมารถสะสมและเพิ่มพูนปริมาณในห่วงโซ่อาหารได้ จึงต้องมีมาตรการควบคุมการบำบัดของเสียที่เป็นอันตรายเหล่านี้ โดยให้มีการใช้ระบบบำบัดที่เหมาะสมกับของเสียแต่ละประเภท ซึ่งนับวันแต่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น
          การกำจัดของเสียเป็นปัญหาระดับประเทศและระดับสากล ปัญหาในประเทศ คือ ปัญหาสถานที่ที่ใช้ในการฝังของแข็ง สถานที่ที่ใช้ในการกำจัดน้ำเสีย และสถานที่ตั้งของเตาเผาสำหรับของเสียอันตรายต่างๆ มักมีผู้ต่อต้านเป็นจำนวนมากโดยทั่วไป คือ ไม่ยอมให้กำจัดของเสีย หรือตั้งเตาเผาที่ใกล้ชุมชนของตน โดยอ้างว่าของเสียจากแหล่งอื่นไม่ควรถูกนำมาอยู่ใกล้ชุมชนของเขาเหล่านั้น การกำจัดของเสียลักษณะต่างๆ เหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูง ฉะนั้น บางประเทศจะส่งของเสียเหล่านี้ไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วเพื่อกำจัด และทำลายโดยมีการบอกกล่าวไว้ก่อนและเสียค่าใช้จ่าย แต่ก็มีกรณีที่บางประทศได้ส่งของเสียข้ามแดนโดยไม่บอกกล่าวไว้ก่อน และโดยที่ไม่มีใบสำแดงว่าเป็นของประเภทใด สิ่งนี้เกิดขึ้นทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา ประเทศแอฟริกาเป็นแหล่งที่มีผู้เอาของเสียไปทิ้งมากที่สุด ประเทศในแถบอเมริกาใต้และเอเซียบางส่วนก็ได้รับบ้างเหมือนกัน 
          อย่างไรก็ตาม อนุสัญญา Basel ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ก็จะช่วยในการควบคุมให้มีการรับผิดชอบมากขึ้นในการส่งของเสียไปประเทศอื่นโดยไม่ได้แจ้งไว้ก่อน และประเทศผู้รับสามารถส่งคืนไปประเทศที่เป็นจุดเริ่มต้นของเสียนั้นได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของเสียขณะนี้ คือ พยายามให้มีกากของเสียน้อยที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การใช้ การทำลาย และมีการพิจารณาใช้กระบวนการใหม่และสารเริ่มต้นใหม่ขึ้นในการผลิต เพื่อทำให้เกิดของเสียน้อยที่สุด แทนที่จะต้องมาบรรเทาปัญหาของๆ เสียที่เกิดขึ้นมาแล้ว นอกจากนี้ ควรจะต้องมีการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด (recycling) แต่การนำมาใช้ใหม่บางครั้งไม่คุ้มค่าและไม่ได้ของดีเท่าเดิมกลับคืนมา ต้องพึ่งเทคโนโลยีและความรู้ที่ดี จึงทำให้มีผู้ที่ทำเช่นนี้น้อยกว่าที่ควร

ขนส่งในเมือง

ปัญหาการจราจรในเมืองเป็นเรื่องน่าปวดหัว ถูกใช้เป็นนโยบายหาเสียงมาหลายยุคหลายสมัย ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงอยู่และลุกลามออกไปตามหัวเมืองใหญ่ (แต่ก็ยังคงได้ยินเสียงแทรกขึ้นมาเล็กๆ ว่า ได้ดำเนินการไปมากแล้ว ถ้าไม่ทำเลยป่านนี้การจราจรคงติดขัดตั้งแต่เริ่มสตารท์รถที่หน้าบ้านของท่านแล้ว)


เราคงจำกันได้ถึงนโยบายบางพรรคการเมืองที่จะแก้ปัญหาจราจรใน กทม. ภายใน 6 เดือน ผ่านไป 6 ปี ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น เลยไปถึง 10 กว่าปีการจราจรก็ยังหนาแน่นเหมือนเดิม แต่ก็กลายเป็นเมกะโปรเจคที่ใช้หาเสียงและหากินยามยากได้เป็นอย่างดี นักโลจิสติกส์ก็คงไม่มีใครคาดหวังกับนโยบายของพรรคการเมืองเกี่ยวกับปัญหาการจราจรมากนัก เพราะหากมัวแต่ไปคาดหวังก็คงไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี ประกอบกับแผนงานส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่การขนส่งมวลชนมากกว่า ธุรกิจจึงต้องดิ้นรนหาหนทางที่เหมาะสมกันเอาเอง

ปัญหาของการขนส่งภายในเมือง นอกจากปัญหาการจราจรที่เป็นปัจจัยหลักแล้ว ปัจจุบันยังต้องคำนึงถึงต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ดูเหมือนจะติดลมบนไม่มีทางลงต่ำไปกว่านี้ และยังมีค่าใช้จ่ายที่มองเห็นชัดๆ อีกอย่างก็คือค่าซ่อมบำรุงยานพาหนะที่มักจะแปรผันตามกันไปกับอายุการใช้งาน นอกจากนี้การขนส่งมักจะประสบกับปัญหาของการวิ่งรถเที่ยวเปล่าอยู่เสมอ ไม่สามารถจัดรูปแบบการขนส่งทั้งขาไป-ขากลับได้ แม้ว่าจะพยายามใช้เทคนิคการจัดการโลจิสติกส์มากสักเพียงใดก็ตาม การขนส่งขากลับส่วนใหญ่ก็มักจะได้เพียงการขนภาชนะเปล่ากลับคลังสินค้าหรือโรงงานเท่านั้น

การสร้างความโดดเด่นด้านการขนส่งในเมืองนั้น นักโลจิสติกส์ต้องเริ่มพิจารณาที่ลูกค้าก่อน จะพบว่าลูกค้าหรือธุรกิจที่อยู่ในเขตเมืองไม่นิยมที่จะมีคลังสินค้าขนาดใหญ่ การเก็บสินค้าก็ต้องการเพียงแค่ให้พอใช้หรือพอขายและใช้พื้นที่เก็บให้น้อยที่สุด สภาพคล่องหรืออัตราการหมุนเวียนของสินค้า จึงเป็นปัจจัยหลักที่ลูกค้าพิจารณา หากนักโลจิสติกส์สามารถกำหนดระยะเวลาในการส่งมอบได้ชัดเจนและเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ก็จะกำความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง อาหารจานด่วนยังระบุได้ว่าส่งร้อนส่งเร็วภายใน 30 นาที รับประกันด้วยว่าถ้าช้ากว่าที่กำหนดลูกค้าก็กินฟรี

ปัจจัยต่อมาที่จะต้องพิจารณาก็คือ ข้อจำกัดต่างๆ ของแต่ละพื้นที่ เช่น ในเขตเมืองห้ามรถใหญ่วิ่งในบางช่วงเวลา การจอดรถส่งสินค้าในช่วงจราจรหนาแน่นก็ทำได้ยาก และไม่สามารถใช้เวลาได้นาน บางพื้นที่ต้องขับรถวนจนกว่าจะลงสินค้าได้หมด ร้านค้าสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม. จึงมักใช้ช่วงเวลากลางคืนในการรับส่งสินค้า แต่บางสาขาที่ใกล้ตลาดโต้รุ่ง ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน หาช่วงเวลาอื่นที่เหมาะสมแทน เช่น สาขาที่อยู่ใกล้คลองถมก็ไม่สามารถส่งสินค้าในช่วงคืนวันเสาร์ จนถึง 6 โมงเย็นวันอาทิตย์ ที่สำคัญช่วงเวลาดังกล่าวก็ขายดีจนบ่อยครั้งที่สินค้าหมด เติมไม่ทัน

ความคล่องตัวของการขนส่งก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง การเลือกพาหนะในการขนส่งในเมืองต้องมีความคล่องตัวสูง ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงลักษณะและขนาดของสินค้า ผู้เชี่ยวชาญการขนส่งสินค้าขนาดเล็กปริมาณไม่มากต้องยกให้กับไปรษณีย์ไทย ด้วยมีเครือข่ายและเข้าได้ถึงทุกตรอกซอกซอย พาหนะหลักก็จะเป็นจักรยานยนต์ ความคล่องตัวของมอเตอร์ไซด์ทำให้ร้านฟาสฟู้ดเลือกใช้ ด้วยสามารถส่งสินค้าได้รวดเร็ว ควบคุมเวลาได้ค่อนข้างแม่นยำ และเรายังพบเห็นว่าการส่งสินค้าเป็นอาชีพเสริมของมอไซด์รับจ้างด้วยเช่นกัน ร้านอาหารทั่วไป ร้านจัดดอกไม้โดยเฉพาะพวงหรีด ก็มีบริการจัดส่งสินค้าด้วยมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ไม่ต้องลงทุนค่าพาหนะและพนักงานเหมือนร้านฟาสฟู้ด

ส่วนพาหนะยอดนิยมของบ้านเราก็ต้องยกให้รถกระบะขนาด 1 ตัน เพราะสามารถวิ่งในเมืองได้ตลอดเวลา บรรทุกสินค้าได้หลายขนาด และในปริมาณที่มากพอกับร้านค้าในเมือง บริษัทรถยนต์หลายแห่ง ก็ยกให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน การพัฒนาให้มีความคล่องตัวในการบรรทุกและขึ้นลงสินค้าได้รวดเร็ว รวมไปถึงการประหยัดเชื้อเพลิง และใช้พลังงานทางเลือก เพื่อให้เกิดการประหยัดต้นทุนการขนส่งให้มากที่สุด

ผมชอบพัฒนาการของรถกระบะเพื่อการขนส่ง นอกจากต่อเติมหลังคาให้สูง (จนน่าตกใจ) เพื่อเพิ่มพื้นที่ที่ทำโดยช่างนอกโรงงานแล้ว ในโรงงานเองก็มีการพัฒนาด้วยเช่นกัน เริ่มจากฝาท้ายเปิดสะดวกด้วยมือเดียว เพิ่มขนาดของพื้นที่กระบะท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นเรียบไม่มีส่วนเกินจากล้อหลัง กระบะเปิดได้ 3 ด้าน ช่วยให้ขึ้นลงสินค้าได้เร็วขึ้น จนบางครั้งผมคิดว่าเป็นรถบรรทุก 6 ล้อด้วยซ้ำ

การวางแผนเส้นทางการขนส่งสินค้าและจัดเรียงสินค้าบนรถตามลำดับของลูกค้าที่จะส่ง แบบ LIFO หรือลูกค้าที่จะไปส่งก่อนให้ขึ้นของทีหลัง เพราะจะได้ลงของได้ง่ายนั้น ดูจะเป็นเทคนิคหนึ่งของโลจิสติกส์ที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้และให้ความสำคัญมาก เพราะสามารถตอบโจทย์ความรวดเร็วและคล่องตัวในการขนถ่ายสินค้าได้เป็นอย่างดี

ร้านค้าแห่งหนึ่งที่ผมเคยไปเยี่ยมชมและให้คำปรึกษา บ่นให้ฟังว่า สมัยก่อนลูกค้าก็สั่งของทีละ 1 คันรถเดือนหรือสองเดือนสั่งกันสักครั้ง ระยะหลังลูกค้ากลับสั่งในปริมาณที่น้อยลง แต่เพิ่มความถี่ในการสั่ง เป็นสัปดาห์ละครั้ง ทำให้ส่งของไม่เต็มคันรถ สิ้นเปลืองค่าขนส่งค่อนข้างมาก ลูกค้าแต่ละรายก็มักจะสั่งสินค้าไม่ตรงกัน เมื่อสั่งแล้วก็ต้องการทันที คำถามอีกข้อก็คือ รถหนึ่งคันมักจะมีการส่งสินค้าขาด-เกิน และส่งผิดลูกค้า หรือคนขับรถไม่ระมัดระวังทำให้สินค้าเสียหาย

ก็แนะนำให้ลองทำการตลาดเชิงรุก และใช้มุมมองของโซ่อุปทานเข้าช่วย ก็คือ การประสานงานและวางแผนความต้องการสินค้าร่วมกันกับลูกค้า ทำให้สามารถวางเส้นทางการขนส่งสินค้าได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ในการนำสินค้าขึ้นรถจากเดิมที่ไม่เคยจัดสินค้าตามลำดับลูกค้า เพราะรถหนึ่งคันก็ส่งเพียงที่เดียว ก็ให้จัดสินค้าก่อนขึ้นรถโดยเรียงลำดับแบบ LIFO หลังจากลองทำพบว่าสามารถลดจำนวนเที่ยวในการส่งสินค้าลงได้มาก จนหันมาบ่นใหม่ว่าเขาน่าจะมีรถส่งของมากเกินไป

ส่วนเรื่องของขาด-เกิน และส่งผิด ก็ให้จัดเตรียมพื้นที่ก่อนนำสินค้าขึ้นรถ ทำให้สามารถตรวจสอบสินค้าได้ง่าย และเตรียมสินค้าได้ล่วงหน้าระหว่างที่รถยังไม่กลับจากการส่งของ เป็นการประหยัดเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้รถและใช้คน การใช้ลังเข้ามาช่วยในการจัดเตรียมสินค้า ก็มีส่วนช่วยให้ขนย้ายได้ง่าย และเตรียมสินค้าได้ครบจำนวน แต่ก็จะประสบปัญหาในการเก็บคืน หรือมีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ปัญหานี้จะหมดไปหากมีความร่วมมือกันเป็นเวลานาน เพราะการเก็บคืนสามารถจัดระบบหมุนเวียนเปลี่ยนได้ในการส่งสินค้าครั้งถัดไป

นอกจากนี้ในการจัดสินค้าขึ้นรถก็ให้คนขับรถมีส่วนร่วมในการจัดเรียง ไม่ใช่มีหน้าที่ขับอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน ทำให้คนขับรถทราบว่าสินค้าที่ต้องจัดส่งนั้นมีอะไรบ้าง แตกหักเสียหายได้ง่ายหรือไม่ ควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่มากน้อยเพียงใด

การส่งสินค้าในเมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากคู่ค้า มีการศึกษาและวางแผนร่วมกัน เลือกเฟ้นหาวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง หากยังไม่มีกำลังเพียงพอ การใช้บริการจากผู้ให้บริการจากภายนอกก็นับว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจ เพียงแต่ต้องคัดกรองให้ดี เพราะหากมีมอเตอร์ไซด์รับจ้างหน้าตาน่ากลัวมาส่งของให้ที่บ้าน ลูกค้าคงไม่ประทับใจและไม่ใช้บริการอีกก็เป็นได้ครับ

สุวัฒน์  จรรยาพูน อาจารย์สาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการโลจิสติกส์และวิศวกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Restaurant in Mountains









MARINE MACHINES


Language: Thai

America's Role in the World (Global Issues) By Phillip Margulies


America's Role in the World (Global Issues) By Phillip Margulies
Publisher: Facts on File 2009-06-30 | 368 Pages | ISBN: 0816076111 | PDF | 1.3 MB

It seems hard to believe that just over 200 years ago the United States was little more than an extension of the British Empire. Yet the colonies managed to gain independence, develop a new government, and eventually turn their attention to western expansion and foreign affairs. As the country cycled through phases of isolationism and foreign activism, America became increasingly interested in shaping its place in the world in the 20th century. Emerging as one of two superpowers after two devastating world wars, the United States felt responsible for promoting the spread of democracy and freeing nations from oppression and tyranny. Nearly two decades after the collapse of the Soviet Union, there is little agreement about America's role in the world, what it really is, and what it ought to be. When, where, and why should the United States use military force? How should America respond to globalization? Do the institutions created by the United States after World War II - such as the United Nations, the International Monetary Fund, and the World Bank - still work, and if not, what can be done to fix them? "America's Role in the World" examines these questions and more, beginning with a detailed history of American foreign policy and America's debate over the direction its foreign policy should take in the future. This well-written and balanced volume examines America's role through the perspective of Europe, Latin America, the Islamic World, Asia, and Russia, and will make a strong addition to classrooms and for student debate.