วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิธีบริหารโซ่อุปทานที่ประสบความสำเร็จ : กรณีศึกษาคาร์ฟูร์ในจีนและสเปน

รองศาสตราจารย์ ดร. สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา

ธุรกิจระหว่างประเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นมาอย่างยาวนานและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต บริษัทข้ามชาติหลายบริษัทที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของในประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด บริษัทคาร์ฟูร์ซึ่งมีสัญชาติฝรั่งเศส ได้มีการขยายกิจการไปในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันทางบริษัทคาร์ฟูร์ ได้ถอนตัวจากการลงทุนในประเทศไทยออกไปแล้ว ดังนั้น จึงมีประเด็นที่น่าสนใจในการวิเคราะห์ปัจจัยที่สำคัญของบริษัทคาร์ฟูร์ ในการวางกลยุทธ์และบริหารจัดการบริษัทนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้าไปดำเนินธุรกิจข้ามประเทศ

การจัดการโซ่อุปทาน เป็นกิจกรรมหลักที่สำคัญ ที่กำหนดความสำเร็จขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นที่ต้องพิจารณาการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งความพึงพอใจของลูกค้าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กร ดังนั้น การวางแผนโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ จะต้องคำนึงถึงการบริการลูกค้า การร่วมมือกันในโซ่อุปทาน การผลิต การจัดเก็บสินค้า การกระจายสินค้า เทคโนโลยีปัจจุบัน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการบริหารคู่ค้า


ปัจจัยหลักสำหรับการบริหารโซ่อุปทาน 
การบริหารโซ่อุปทานที่ประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับการออกแบบและการจัดการโซ่อุปทานเป็นประเด็นหลัก การออกแบบโซ่อุปทานต้องพิจารณาถึงการบริการลูกค้า การผลิต การจัดเก็บและการกระจายสินค้า เทคโนโลยีรุ่นใหม่ โลจิสติกส์ย้อนกลับ การจัดการโซ่อุปทานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการบริหารคู่ค้า องค์กรธุรกิจข้ามชาติ จะต้องนำเอาการจัดการโซ่อุปทานที่ใช้อยู่ในประเทศอื่น มาปรับใช้กับการจัดการโซ่อุปทานของตลาดในประเทศใหม่

การบริการลูกค้า (Customer service)
หมายถึง การใช้ประโยชน์ของระบบโลจิสติกส์ให้เต็มที่ในการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ใช่ ในสถานที่และเวลาที่เหมาะสม ซึ่งการบริการลูกค้าเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาพลักษณ์ของบริษัทและการรับรู้ของทางลูกค้า สิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทด้วย ทางบริษัทต้องดำเนินการสร้างการบริการให้เหนือกว่าสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังเสมอ

ความร่วมมือในโซ่อุปทาน (Chain integration)
คือ การร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในโซ่อุปทาน มาดำเนินกิจกรรมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การแลกเปลี่ยนข้อมูล การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว การแบ่งปันผลประโยชน์และความเสี่ยงร่วมกัน ความร่วมมือที่ดีจะสามารถลดต้นทุนของการบริหารโซ่อุปทานได้ เช่น ลดต้นทุนที่เกิดจากการเก็บสินค้าคงคลังเกินความจำเป็นในโซ่อุปทาน (Bullwhip effect)

การผลิตและการปฏิบัติการ (Production and operations)
กระบวนการผลิตและการปฏิบัติการเป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ โดยการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงขั้นตอนของการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วย ความเห็นและความต้องการของลูกค้าจะถูกนำมาวิเคราะห์และออกแบบสินค้า ให้มีขนาด รูปร่าง น้ำหนัก สีสัน การใช้ประโยชน์และอายุการใช้งานที่เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังมีผลต่อการขนส่ง การจัดเก็บสินค้าโดยตรง

การกระจายและการจัดเก็บสินค้า (Distribution and storage)
การกระจายและจัดเก็บสินค้า จะทำให้สินค้าและบริการสามารถนำไปบริโภคหรือนำไปใช้งานได้ ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถตอบสนองความแตกต่างของปริมาณความต้องการ และช่วงเวลา สร้างความมั่นใจว่ามีสินค้าและบริการพร้อมให้กับลูกค้าได้บริโภคเสมอ  การกระจายและจัดเก็บสินค้าที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้องค์กรสามารถแข่งขันในด้านการบริการลูกค้า ราคา การส่งมอบสินค้าได้

เทคโนโลยีและการจัดการสารสนเทศ (Technology and information management)
เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้กระบวนการ และบุคลากรสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ข้อมูลสามารถสื่อสารข้ามองค์กรและตอบสนองต่อการตัดสินใจของผู้บริหารได้ดีขึ้น ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารโซ่อุปทานอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) การวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบ (MRP) และการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า (Traceability)

โลจิสติกส์เพื่อการส่งคืนสินค้า (Reverse logistics)
เป็นการควบคุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าชำรุด การรีไซเคิล การนำกลับมาใช้ใหม่ และการจัดการสินค้าที่บกพร่อง หรือมีอันตรายกับสิ่งแวดล้อม
การจัดการกิจกรรมโลจิสติกส์เพื่อการส่งคืนสินค้าจะสามารถลดต้นทุนของการจัดการโซ่อุปทานโดยรวมได้ สามารถสร้างภาพลักษณ์ด้านเป็นองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ โลจิสติกส์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green logistics) จะสามารถลดปัญหามลพิษในขั้นตอนของการขนส่งสินค้าได้

การสร้างพันธมิตร (Strategic alliance)
เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคู่ค้า เพื่อร่วมมือกันให้โซ่อุปทานมีประสิทธิภาพ การสื่อสารและความสัมพันธ์ของแต่ละหน่วยงานในโซ่อุปทานจะสามารถยกระดับการแข่งขันขององค์กรธุรกิจนั้นให้ประสบความสำเร็จได้


กรณีศึกษาคาร์ฟูร์ในสเปนและจีน
กลุ่มบริษัทคาร์ฟูร์ ให้บริการลูกค้าในรูปแบบของซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อตอบสนองลูกค้าได้ทั่วถึง ซึ่งสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม และถูกจัดอันดับเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ  ด้านค้าปลีกและอาหารของยุโรป โดยที่รูปแบบของไฮเปอร์มาร์ต (Hypermart) หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซึ่งก่อตั้งในปี 1963 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเรือธงของธุรกิจในปี 1993 บริษัทคาร์ฟูร์ได้เป็นอันดับ 2 ของโลก สำหรับธุรกิจประเภทเดียวกัน ซึ่งมีสาขาใน 33 ประเทศ

บริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศสเปน เป็นตลาดที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับ 2 ในยุโรป รองลงมาจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมียอดขาย 40% ของปริมาณสินค้าทั้งหมด ในปี 2008 ในขณะที่บริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศจีน มีสัดส่วนเป็น 65% ของทั้งหมดในทวีปเอเชีย ในภาพรวมนั้น บริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศสเปนและจีน มีสัดส่วนรวมกัน 25% ของยอดขายทั้งหมดในโลก รวมกัน 25% ของยอดขายทั้งหมดในโลก

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมของผู้บริโภคระหว่างในทวีปยุโรปและเอเชีย อาทิ ผู้บริโภคชาวจีน ไม่ชอบที่จะซื้อสินค้าของต่างประเทศเท่ากับผู้บริโภคในยุโรป และผู้บริโภคชาวยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสเปนชอบที่จะซื้อสินค้าครั้งละมากๆ เพียง 2-3 ครั้งในแต่ละเดือน ในขณะที่ผู้บริโภคชาวจีนจะซื้อสินค้าปริมาณน้อย จำนวนหลายครั้งในแต่ละเดือน นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศ มีความแตกต่างกันในเรื่องควมพร้อมของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนที่ระบบการติดต่อสื่อสารและการคมนาคมทำได้ยากกว่าและมีระยะทางในการขนส่งที่ไกลกว่า

บริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศสเปน
เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี  1973 กลยุทธ์หลักในการขยายเครือข่าย จะใช้ระบบการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมถึงลูกค้าทุกคน นอกจากนี้ บริษัทยังมีการใช้ระบบออนไลน์ในการซื้อขาย โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารสด อุปโภคบริโภค เสื้อผ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในปี 2008 บริษัทคาร์ฟูร์มียอดขาย 18 ล้านยูโร โดยที่ลูกค้าส่วนใหญ่ จะมองคาร์ฟูร์ว่าเป็นแบรนด์ที่สินค้ามีคุณภาพ มีนวัตกรรม มีความหลากหลายและราคาเหมาะสม

การขนส่งสินค้าในประเทศสเปน จะใช้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ(Multimodal transportation) ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามสภาพภูมิประเทศ ซึ่งการขนส่งทางถนนเป็นรูปแบบการขนส่งหลัก ส่วนการขนส่งทางรถไฟ หรือทางอากาศจะใช้กับสินค้าประเภทเน่าเสียง่าย หรือต้องการความรวดเร็ว

บริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศสเปน มีศูนย์โลจิสติกส์ทั้งหมด 17 แห่ง ตั้งอยู่บนเกาะ 1 แห่ง เป็นศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ 3 แห่ง ขนาดกลาง 6 แห่ง ศูนย์โลจิสติกส์ของอาหารสด 5 แห่ง และอีก 2 แห่ง จะเน้นสินค้าที่เป็นอาหารทะเล ซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้กับทางคาร์ฟูร์ จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์หรือพาเลทที่สอดคล้องต่อการจัดการสินค้าภายในของคาร์ฟูร์ และนำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้กับสินค้า

บริษัทคาร์ฟูร์ จะเน้นการใช้พลังงานทดแทน และเน้นนโยบายในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การลดการใช้บรรจุภัณฑ์ เพิ่มปริมาณการรีไซเคิล และลดปริมาณ คาร์บอนไดออกไซต์ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน ซึ่งบริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศสเปน จะเป็นแห่งแรกที่ยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก

บริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศจีน
เริ่มดำเนินการในปี 1995 โดยร่วมทุนกับบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่งของประเทศจีน ในปัจจุบันบริษัทคาร์ฟูร์ ได้เป็นผู้ประกอบการค้าปลีกใหญ่เป็นอันดับที่ 6 และเป็นบริษัทค้าปลีกต่างชาติที่ใหญ่ที่สุด โดยทางบริษัทคาร์ฟูร์ มีมุมมองต่อประเทศจีน ว่าเป็นประเทศที่ประกอบด้วยกลุ่มตลาดขนาดเล็ก จำนวนหลายๆ กลุ่ม มากกว่าที่จะมองประเทศจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ ดังนั้น ทางบริษัทคาร์ฟูร์จึงมีวิธีการตอบสนองตลาดขนาดเล็กจำนวนหลายๆ กลุ่มด้วยการจัดซื้อ การบริหารร้านค้า การตลาดและการให้บริการที่ยืดหยุ่น

นอกจากนี้ประเทศจีนมีความแตกต่างของรูปแบบทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่หลากหลายมาก ซึ่งทางบริษัทต้องตอบสนองต่อความต้องการนี้ให้ได้  สำหรับผู้บริโภคในประเทศจีน ราคาของสินค้าจะเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ซึ่งทางบริษัทคาร์ฟูร์จะตั้งราคาที่ต่ำ พร้อมความหลากหลายของสินค้า และบริการเบ็ดเสร็จครบวงจรในเพียงแห่งเดียว

ผู้บริโภคในเอเชีย มักจะซื้อสินค้าที่ใกล้ที่พัก ในปริมาณน้อยๆ แต่หลายๆ ครั้ง ดังนั้น ห้างคาร์ฟูร์จะตั้งอยู่ใกล้ใจกลางแหล่งความเจริญที่ระบบขนส่งสาธารณะสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ในปี 2006 บริษัทคาร์ฟูร์ได้เปิดเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าใหญ่ๆ ในชุมชน บริษัทคาร์ฟูร์ได้จัดตั้งศูนย์จัดซื้อสินค้า 10 แห่งในประเทศจีนเพื่อทำการจัดหาสินค้าของประเทศจีน ซึ่งสินค้าเหล่านี้จะส่งไปขายยังห้างของบริษัทคาร์ฟูร์ในต่างประเทศอีกด้วย การขนส่งสินค้าของบริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศจีนจะมีความหลากหลายตั้งแต่การใช้รถบรรทุกสินค้า 18 ล้อไปจนถึงใช้รถสามล้อในการขนสินค้า


บทสรุป
การออกแบบระบบโซ่อุปทานของทางบริษัทให้ตอบสนองต่อความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศจะส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จขององค์กร เราสามารถสรุปเปรียบเทียบการจัดการโซ่อุปทานของบริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศสเปนและจีนได้ดังแสดงไว้ในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบการจัดการโซ่อุปทานของบริษัทคาร์ฟูร์ในประเทศสเปนและจีน

ที่มาบทความเรื่อง Notions for the successful management of the supply chain: learning with Carrefour in Spain and Carrefour in China ในวารสาร Supply Chain Management : An International  Journal  ฉบับที่ 16 เล่มที่ 2 ปี 2011 หน้า 148- 154  โดย  Jesu´ s Cambra-Fierro และ  Rocı´o Ruiz-Benı´tez

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

Hummer Trucks









































การจัดการคลังสินค้าหลังอุทกภัย

By…Assist Prof. Dr. Taweesak Theppitak


          ในวันนี้ ผมได้รับโจทย์จากคุณบุญชัย กองบรรณาธิการเว็บไซต์โลจิสติกส์ทูเดย์ (www.logistics2day.com) ให้เขียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการคลังสินค้าภายหลังจากผู้ประกอบการคลังสินค้าประสบอุทกภัยในช่วงสิงหาคม 2554 ถึงเดือนมกราคม 2555 และการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการคลังสินค้าเพื่อรองรับอุทกภัยปีต่อๆไปซึ่งกูรูด้านน้ำได้พยากรณ์มาในปี 2556 มีความน่าจะเป็นเกินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ครับที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำอีก หลายบริษัทอาจจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเลยก็ดีนะครับ ถือโอกาสในการปรับปรุงทางกายภาพและเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พื้นที่และอุปกรณ์ภายในคลังสินค้า และต้องอย่าลืมนะครับว่าคลังสินค้าถือเป็นค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ 10 ของต้นทุนโลจิสติกส์ ถ้าบริหารจัดการไม่ดีหรือไม่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนของคลังสินค้าอาจพุ่งสูงถึงร้อยละ 20 เลยทีเดียวนะครับ 
ดังนั้นผมจะอธิบายผลสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพและปริมณฑลซึ่งถือเป็นพื้นที่ไข่แดงของประเทศซึ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอยู่หลายบริษัทและขับเคลื่อนบริษัทต่างๆในซัพพลายเชนระดับโลก ขณะที่โดยปกติคลังสินค้าของไทยมีสองประเภทคือคลังสินค้าเอกชน (Private Warehouse) และคลังสินค้าสาธารณะ (Public Warehouse) โดยคลังสินค้าเอกชนจะหมายถึงบริษัทต่างๆจะมีพื้นที่หรือคลังเก็บสินค้าขาเข้าและคลังสินค้าขาออกของตนเอง บางบริษัทก็ใช้ร่วมกัน ส่วนคลังสินค้าสาธารณะนั้นหมายถึงคลังสินค้าที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เช่าพื้นที่สำหรับเก็บสินค้า โดยเจ้าของคลังสินค้าเหล่านี้จะมีรายได้จากค่าเช่าเป็นตารางเมตรหรือ SKU หรือเป็นล็อตแล้วแต่จะตกลงกัน นอกจากนี้ยังอาจจะมีรายได้จากค่าบริการซึ่งเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาทิ การติดบาร์โค้ตหรือแพ็กเกจจิ้งต่างๆ ขณะที่คลังสินค้าสาธารณะส่วนใหญ่ในไทยมากกว่าร้อยละ 65 เป็นคลังสินค้าเกษตร เอาไว้เก็บพวกข้าว ลำไย มันสำปะหลัง เป็นต้น และร้อยละ 25 เป็นสินค้าทั่วไป ส่วนที่เหลือก็เป็นสินค้าเฉพาะ อาทิ เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมีหรือสินค้าทัณฑ์บน เป็นต้น
ขณะที่ภัยพิบัติครั้งนี้นั้น หลายอุตสาหกรรมต้องประสบอุทกภัยโดยทั่วหน้ากันครับ แต่ในวันนี้ผมได้รับมอบหมายให้คุยเกี่ยวกับการปรับปรุงคลังสินค้าหลังอุทกภัยก่อน ซึ่งผมก็จะคุยเกี่ยวกับคลังสินค้าเสียก่อน ประเด็นที่ผมกำลังคิดตอนนี้ เราจะคุยกันเรื่องคลังสินค้าเอกชนหรือคลังสินค้าสาธารณะดี งั้นผมขออนุญาตคุยเกี่ยวกับคลังสินค้าเอกชนก่อนแล้วกันนะครับ เพราะบริษัทต่างๆ ล้วนแต่มีคลังสินค้าและหลายบริษัทโดยเฉพาะที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมชื่อดัง เช่นนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เป็นต้นได้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร ประเด็นคำถามคือเราควรจะประเมินและฟื้นฟูคลังสินค้าอย่างไร นอกจากนี้ จะต้องมีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันสินค้าและเครื่องมือ/อุปกรณ์ในคลังสินค้าไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นอีกในอนาคต บทความนี้จะโปรยประเด็นเป็นลำดับๆ โดยจะชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์น้ำท่วมของบริษัทเอกชนต่างๆ และชี้ให้เห็นถึงความเสียหายอันเกิดขึ้นจากน้ำท่วมครั้งนี้ ซึ่งไม่ได้ส่งผลเสียหายเฉพาะบริษัทที่ท่วมเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อบริษัทอื่นๆในซัพพลายเชนอีกด้วย ดังจะเห็นว่าเมื่อน้ำท่วมบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็ส่งผลกระทบต่อบริษัทประกอบหรือ OEM ที่จังหวัดระยองหรือชลบุรี หลังจากนั้นจะนำเสนอแนะแนวทางในการฟื้นฟูและปรับปรุงคลังสินค้าซึ่งผมไม่เพียงแต่แนะนำให้มีการฟื้นฟูเฉพาะทางกายภาพคือการปรับปรุงการวางสินค้าหรืออุปกรณ์เท่านั้นแต่ผมจะแนะนำให้ถือโอกาสในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยปรับปรุงประสิทธิภาพหรือ KPI ของคลังสินค้าไปเลยในคราเดียวกันครับ
ก่อนอื่น เรามาพิจารณาความความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยน้ำท่วมในครั้งนี้กันก่อนนะครับ ซึ่งจะส่งผลกระทบและเป็นแรงกดดันต่อผลประกอบการของบริษัทผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าในปีนี้ โดยบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางนั้น คาดว่าอาจจะใช้เวลาปรับปรุง ฟื้นฟูและเยียวยานานประมาณ 3-6 เดือนขึ้นอยู่กับความเสียหายของแต่ละแห่งและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละราย ในกรณีเช่นนี้ต้องใช้การมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับและใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูงครับ ถ้ามัวแต่โลเลหรือไม่กล้าตัดสินใจก็จะยิ่งช้า แต่ส่วนโรงงานหรือโกดัง/คลังสินค้าที่อยู่ในเขตน้ำท่วม แต่ไม่ได้รับความเสียหาย หรือได้รับความเสียหายน้อย การฟื้นฟูอาจจะกินเวลาสั้น ทำให้สามารถกลับมาผลิตได้ทันที เช่น สแตนเลน บิ๊กซีหรือแม็กโคร เป็นต้น


หลังจากที่รับทราบตัวอย่างสถานการณ์ความเสียหายของผู้ประกอบการกันไปแล้ว เรามาดูครับว่าเราควรจะดำเนินการอย่างไรเพื่อตั้งหลัก ฟื้นฟูและเยียวยา และสุดท้ายคือปรับปรุงประสิทธิภาพของคลังสินค้าให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้ดั่งเดิมโดยเร็ว โดยผมจะแผนงานใน 3 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1 เป็นขั้นประเมินความเสียหายของคลังสินค้าและผู้เล่นอื่นๆในซัพพลายเชน 
ขั้นที่ 2 คือขั้นฟื้นฟูและปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว
ขั้นที่ 3 คือขั้นเยียวยาและการสนับสนุนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเช่น ภาครัฐ เป็นต้น
ขั้นที่ 4 คือขั้นปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของคลังสินค้า
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการคลังสินค้า หรือผู้ประกอบการโลจิสติกส์ด้านอื่นๆสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจของตนเอง ซึ่งผมขอเสนอแนวทางการดำเนินงานตามขั้นตอนที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นพอสังเขปดังนี้
ในขั้นที่ 1 จะเป็นขั้นตอนการประเมินความเสียหายของคลังสินค้าของผู้ประกอบการเองและผู้เล่นอื่นๆในซัพพลายเชน อาทิ เช่นซัพพลายเออร์ ฝ่ายผลิต ศูนย์กระจายสินค้า พ่อค้าส่ง พ่อค้าปลีกหรือแม้แต่ลูกค้า เป็นต้น เพื่อจะได้ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาใช้กำหนดกรอบเวลาในการปรับปรุงและฟื้นฟูต่อไป ในขั้นตอนนี้ ผู้ประกอบการควรจะมีหลักในการประเมิน ซึ่งแล้วแต่โรงงานหรือกิจกรรมทางธุรกิจ ถ้ายังไม่มี ผมขอเสนอแนะว่าอาจจะใช้หลักการประเมิน 3 ส่วนดังนี้ ประการแรกคือการประเมิน Hardware (เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ เป็นต้น) ประการที่สองคือการประเมินสินค้าในคลังซึ่งอาจจะแยกโดยจำแนกจากระดับความเสียหายของสินค้า (มากที่สุด ปานกลางหรือไม่เสียหายเลย) หรือจากมูลค่าของสินค้าหรือแยกจากระดับความสำคัญของสินค้าหรือลูกค้านั้นๆ และส่วนที่สามคือ ระบบข้อมูลและSoftware ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ค่อนข้างจะประสบปัญหาเพราะหลายฝ่ายเก็บข้อมูลฐานลูกค้าและระบบจัดส่งและจัดเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ได้คาดคิดว่าน้ำจะท่วมหนักขนาดนี้ เซฟเวอร์หรืออุปกรณ์คอมหลายส่วนเสียหาย และประการสุดท้ายคือ Peopleware หรือเรื่องของคน เพราะหลายบริษัทพอหยุดงานนานก็เริ่มโละหรือปลดพนักงาน หรือพนักงานเก่าบางคนก็ลาออก การจะพัฒนาหรือสร้างคนขึ้นมาชดเชยคนเก่าจะต้องใช้เวลาและมีความอดทนพอสมควรแต่หลายบริษัทก็อาจจะตัดประเด็นนี้ไปได้เพราะพนักงานส่วนใหญ่ยังอยู่กันครบ เพียงแต่ต้องสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้เพิ่มมากขึ้น
ขั้นต่อไปคือขั้นฟื้นฟูและปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ซึ่งหลังจากประเมินความเสียหายและคัดแยะสินค้าที่ดีและเสียออกจากกัน รวมทั้งแยกอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในคลังสินค้าต่างเช่น เช่นโฟค์ลิฟหรืออุปกรณ์บรรจุภัณฑ์ เป็นต้นแล้ว ขั้นต่อไปจะต้องวางแผนการฟื้นฟูและลงมือดำเนินการฟื้นฟูความเสียหายโดยจะต้องพิจารณาปัจจัยหลายๆด้าน อาทิ งบประมาณ ข้อจำกัดด้านเวลาหรือความเร่งด่วนของธุรกิจหรือลูกค้า เป็นต้น ในขั้นตอนนี้เจ้าของหรือผู้บริหารคลังสินค้าจะต้องตัดสินใจให้ชัดเจน อย่าโยนความรับผิดชอบหรือหน้าที่ไปให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะเขาเหล่านั้นย่อมไม่กล้าที่จะเสี่ยงหรือตัดสินใจ ผลที่ตามมาคือความล่าช้าหรือความไม่คืบหน้าในการฟื้นฟูความเสียหายเท่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ จะต้องเตรียมการปรับตัวเพื่อรองรับอุปสงค์ล็อตใหม่หรือออเดอร์ใหม่ให้เร็ว อย่าไปมัวเสียเวลากับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ทำธุรกิจต้องเร็วครับ   
ขั้นที่ 3 คือขั้นเยียวยาและการสนับสนุนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเช่น ภาครัฐหรือสมาคมหรือมีการรวมตัวกันของผู้ประกอบการในซัพพลายเชน เป็นต้น สิ่งนี้ถือเป็นหลักสำคัญและเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอกชน โดยอย่ามองว่าภาคเอกชนมีเงินหรือมีทุนในการซ่อมแซมหรือฟื้นฟูอยู่แล้ว เนื่องจากภัยครั้งนี้ มันเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน โดยผลกระทบกันถ้วนหน้า ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐ เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้นควรจะเข้ามาช่วยโดยขั้นตอนการช่วยเหลือก็มีตั้งแต่ช่วยหาแหล่งเงินทุนหรือเงินปลอดดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำ การลดหรือเว้นภาษีนิติบุคคลของกิจการที่ได้รับผลกระทบ การหาตลาดเสริมหรือเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบการเหล่านั้น จนถึงขั้นต่ำคือการช่วยฝึกอบรมหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
ขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายคือการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของคลังสินค้า เมื่อธุรกิจเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ประกอบการคลังสินค้าก็ไม่ควรจะดำเนินธุรกิจไปแบบนั้นเรื่อยๆ แต่ควรจะมีการหาแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาคลังสินค้าเพิ่มมากขึ้น หรืออาจจะนำเอาระบบ KPI (Key Performance Indicators) เข้ามาใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายในการทำงานของแต่ละกิจกรรมคลังสินค้า โดยทั่วไป คลังสินค้าชั้นนำทั่วโลกจะมี KPI อยู่ 3 ตัวแต่ไม่เกิน 5 ตัว เพราะยิ่งมี KPI มากก็จะยิ่งทำให้หลงเป้าหมายหรือพนักงานสับสน ดังนั้นในทางทฤษฏีก็น่าจะมีสัก 3 ตัวซึ่งอาจจะเป็นการวัดประสิทธิภาพในการทำงานคือเปรียบเทียบ Input ที่ใส่เข้าไปเทียบกับ Output ที่ออกมา หรือการเปรียบเทียบอัตถประโยชน์ของการใช้พื้นที่ คือเปรียบเทียบพื้นที่ที่มีอยู่ทั้งหมดเทียบกับพื้นที่ที่ใช้จริง หรือการวัดอัตถประโยชน์ของการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์หรือพนักงานคือเปรียบเทียบเครื่องมือ อุปกรณ์หรือพนักงานที่มีอยู่ทั้งหมดเทียบกับเครื่องมือ อุปกรณ์หรือพนักงานที่ใช้จริง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นสามารถนำมาปรับปรุงในแต่ละเดือนหรือแต่ละไตรมาส รวมทั้งสามารถนำไปใช้ในการวัดรอยเท้าผู้นำหรือ Benchmarkingได้อีกด้วยนะครับ
การเขียนบทความครั้งนี้ผมหวังว่าคงจะช่วยผู้ประกอบการคลังสินค้าหรือผู้ที่สนใจในกิจกรรมโลจิสติกส์ซึ่งจะช่วยให้มองภาพการบริหารจัดการคลังสินค้าภายหลังจากถูกน้ำท่วมและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในวันข้างหน้า ซึ่งได้มีการทำนายหรือพยากรณ์มาในปี 2556 ที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำอีก หลายบริษัทอาจจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเลยก็ดีนะครับ ถือโอกาสในการปรับปรุงทางกายภาพและเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พื้นที่และอุปกรณ์ภายในคลังสินค้า จะได้ลดข้ออ้างงัยครับว่าการจัดวางพื้นที่ คนเดิมเค้าทำไว้ให้ คนใหม่มาเลยปรับปรุงลำบากก็เลยต้องใช้แบบนี้ไปก่อน ผมคิดว่าไหนๆน้ำก็พัดพาของเดิมไปแล้ว ก็ปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้น แต้ถ้าของเก่าดีอยู่แล้วก็ทำให้ดีมีประสิทธิภาพยิ่งๆขึ้นไปก็ดีนะครับ 
ขณะที่ภัยพิบัติครั้งนี้นั้น หลายอุตสาหกรรมต้องประสบอุทกภัยโดยทั่วหน้ากันครับ แต่ในวันนี้ผมได้รับมอบหมายให้คุยเกี่ยวกับการปรับปรุงคลังสินค้าหลังอุทกภัยก่อน โดยในบทความนี้ผมได้โปรยประเด็นเป็นลำดับๆ โดยจะชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์น้ำท่วมของบริษัทเอกชนต่างๆ และชี้ให้เห็นถึงความเสียหายอันเกิดขึ้นจากน้ำท่วมครั้งนี้ ซึ่งไม่ได้ส่งผลเสียหายเฉพาะบริษัทที่ท่วมเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อบริษัทอื่นๆในซัพพลายเชนอีกด้วย  หลังจากนั้นผมก็ได้นำเสนอแนะแนวทางในการฟื้นฟูและปรับปรุงคลังสินค้าซึ่งผมไม่เพียงแต่แนะนำให้มีการฟื้นฟูเฉพาะทางกายภาพคือการปรับปรุงการวางสินค้าหรืออุปกรณ์เท่านั้นแต่ผมจะแนะนำให้ถือโอกาสในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยปรับปรุงประสิทธิภาพหรือ KPI ของคลังสินค้าอีกด้วยครับ