วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

พัฒนาการ 15 ข้อของฟอร์คลิฟต์ยุคใหม่

ปัจจุบันรถฟอร์คลิฟต์รุ่นใหม่มีทั้งเทคโนโลยี พละกำลัง และประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก บทความนี้จะเผยนวัตกรรมล่าสุดของรถฟอร์คลิฟต์
ในโฆษณารถยนต์รุ่นใหม่มักเปรียบเทียบให้เห็นสมรรถนะและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่ารถยนต์รุ่นก่อน โฆษณาของรถฟอร์คลิฟต์ก็เช่นกัน ถ้าคุณไม่ได้เปลี่ยนรถฟอร์คลิฟต์ที่ใช้มานาน หรือต้องจอดทิ้งไว้เฉยๆ เพราะพิษของเศรษฐกิจที่ซบเซา คุณจะต้องแปลกใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในรถฟอร์คลิฟต์รุ่นล่าสุด ซึ่งมีตั้งแต่การปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการทำงาน ไปจนถึงสามารถทำงานแบบรถขนส่งระบบเคลื่อนที่อัตโนมัติ (Automatic Guided Vehicle หรือ AGV)
แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติวงการ เช่น เปลี่ยนรถฟอร์คลิฟต์ให้เป็นรถ AGV “เราเป็นอุตสาหกรรมที่ค่อยๆ พัฒนา ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงทีเดียวแบบพลิกโฉมเจฟฟ์ โบวส์ (Jeff Bowles) ผู้จัดการฝ่ายสายผลิตภัณฑ์ของ Mitsubishi Caterpillar Forklift America (MCFA) กล่าว
แนวทางการพัฒนาเช่นนี้ถือว่าสมเหตุสมผลเพราะทำให้สามารถนำรถฟอร์คลิฟต์รุ่นใหม่มาใช้งานในระบบเดิมที่ใช้กันอยู่แล้วได้เลยโดยไม่สะดุด รถฟอร์คลิฟต์แบบพื้นฐานยังคงเป็นเส้นเลือดหลักของคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงานผลิตส่วนใหญ่ พัฒนาการที่เกิดขึ้นกับรถฟอร์คลิฟต์จึงเป็นเรื่องการเพิ่มผลผลิต ความฉลาด และความน่าเชื่อถือให้มากขึ้นกว่าเดิม
ความก้าวหน้าที่สำคัญ 15 ประการของรถฟอร์คลิฟต์รุ่นใหม่มีอะไรบ้าง ผู้ผลิตรถฟอร์คลิฟต์ชั้นนำ 10 ค่ายในอเมริกาเหนือสรุปให้เราฟังดังนี้

1. รถฟอร์คลิฟต์ระบบอัตโนมัติ ผู้ผลิตอย่าง Crown, MCFA, Toyota, Nissan และ Raymond ต่างก็ผลิตรถฟอร์คลิฟต์ที่เป็นระบบ AGV โดย Raymond มีแผนจะเปิดตัวรถฟอร์คลิฟต์ระบบอัตโนมัติที่มีระบบนำร่องและใช้กล้องของ Seegrid ภายในต้นปี 2555 เหตุผลก็เพราะค่าแรงที่แพงขึ้น


ถ้ามองอายุทางเศรษฐกิจของรถฟอร์คลิฟต์ใน 5 ปี คุณจะพบว่าค่าแรงคิดเป็น 70-75% ของการลงทุนทั้งหมดแฟรงค์ เดฟลิน (Frank Devlin) ผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีขั้นสูงของ Raymond กล่าว ถ้าอยากใช้แรงงานให้เต็มประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องใช้รถฟอร์คลิฟต์ที่มีระบบอัตโนมัติแบบนี้
2. มี RFID ในตัว นอกจากจะทำรถฟอร์คลิฟต์ระบบอัตโนมัติ ผู้ผลิตยังมองทางเลือกที่เป็นกึ่งอัตโนมัติด้วย MCFA ได้ร่วมมือกับ Jungheinrich นำเทคโนโลยี RFID และตัวส่งสัญญาณวิทยุ (Transponder) จากยุโรปมาใช้กับตลาดในอเมริกาเหนือ บางโซลูชันอาศัยระบบนำร่องในคลังสินค้า ทำให้รู้ตำแหน่งของรถฟอร์คลิฟต์โดยอาศัยตัวเข้ารหัสและตัวส่งสัญญาณวิทยุที่พื้นกับป้าย RFID ที่ติดไว้ที่สินค้าและพาเลท เมื่อออเดอร์สินค้าถูกป้อนเข้าระบบ รถฟอร์คลิฟต์จะเลือกเส้นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อหยิบสินค้า รวมทั้งคำนวณความเร็วในการเคลื่อนที่และการยกของให้เหมาะสมกับการทำงานมากที่สุด
นอกจากนี้ MCFA ยังติดตั้งตัวส่งสัญญาณวิทยุกับเซนเซอร์ที่รถเพื่อการทำงานที่ปลอดภัยขึ้น เช่น ตรวจจับได้ว่าบนพื้นข้างหน้ามีอะไรขวางอยู่หรือไม่
      “ระบบนี้ช่วยให้ขับรถและยกของได้อย่างอัตโนมัติจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องใช้รถฟอร์คลิฟต์ระบบอัตโนมัติสมบูรณ์แบบ และในกรณีที่คนขับมองเห็นได้จำกัด รถจะชะลอความเร็วลงจนกว่าสิ่งกีดขวางจะถูกนำออกไปให้พ้นทางโบวส์ กล่าว
3. ระบบควบคุมระยะไกล Crown กำลังพัฒนาโซลูชันแบบกึ่งอัตโนมัติที่อยู่ระหว่างรถฟอร์คลิฟต์แบบธรรมดากับรถ AGV นั่นคือการใช้รีโมตคอนโทรล พนักงานสามารถขับรถฟอร์คลิฟต์ไปยังโซนของสินค้าตามออเดอร์ ขณะที่พนักงานกำลังหยิบสินค้า ผู้ควบคุมสามารถเคลื่อนย้ายรถไปยังจุดอื่นโดยใช้อุปกรณ์รีโมตคอนโทรลทำให้ไม่ต้องเสียเวลาจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ ระหว่างหยิบสินค้าในแต่ละจุด
เราพยายามนำฟังก์ชันการทำงานที่มีคุณค่ามาใส่ในรถฟอร์คลิฟต์ทิม เควลฮอสต์ (Tim Quellhorst) รองประธานอาวุโสของ Crown ให้ความเห็น นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของโซลูชันที่สามารถเพิ่มผลผลิตด้านแรงงานโดยไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ทั้งหมด
4. การส่งข้อมูลจากระยะไกล เทเลเมติกส์ (Telematics) เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีโทรคมนาคมกับเทคโนโลยีการรวบรวมข้อมูลด้วยอุปกรณ์อย่างเซนเซอร์และ RFID ทำให้รถฟอร์คลิฟต์สามารถเก็บข้อมูลการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพของผู้ควบคุมเพื่อส่งไปยังระบบบันทึก ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์ในรถฟอร์คลิฟต์ของ Raymond สามารถแจ้งรหัสที่มีปัญหาพร้อมระบุหมายเลขของรถฟอร์คลิฟต์ส่งทางอีเมลเข้าสู่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ของช่างเทคนิค
      “ระบบนี้ทำให้ช่างสามารถวินิจฉัยปัญหาของรถ และนำเครื่องมือและอะไหล่ที่จำเป็นสำหรับงานซ่อมบำรุงติดตัวมาด้วยเลยเดฟลิน กล่าว
5. การผสานกับระบบบริหารคลังสินค้า (Warehouse Management System หรือ WMS) ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้จากระบบเทเลเมติกส์ทุกวันนี้ใช้สำหรับงานซ่อมบำรุงและบริหารเส้นทางรถ โจนาธาน ดอลีย์ (Jonathan Dawley) รองประธานฝ่ายการตลาดของ NACCO Materials Handling Group (NMHG) ชี้ว่า ขั้นถัดไปคือการผสานระบบเทเลเมติกส์เข้ากับระบบ WMS ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลของรถฟอร์คลิฟต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของโฟลว์งานในคลังสินค้า


การใช้ข้อมูลจากรถฟอร์คลิฟต์เพื่อเพิ่มผลผลิตด้านแรงงานนั้นสำคัญกว่าการทำให้รถฟอร์คลิฟต์แล่นได้เร็วขึ้นดอลีย์ กล่าว
6. รถฟอร์คลิฟต์ที่ใช้หลักสรีรศาสตร์ (Ergonomics) หลักการออกแบบเพื่อความสะดวกสบายของผู้ปฏิบัติงานถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในยุโรป แนวคิดดังกล่าวเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในบริษัทสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทที่มุ่งเจริญรอยตามแนวคิดระดับโลก จึงเกิดอุปสงค์สำหรับรถฟอร์คลิฟต์แบบยุโรปมากขึ้นในสหรัฐอเมริกา
เราเห็นลูกค้าในสหรัฐฯ และแคนาดาปรับปรุงสภาพแวดล้อมในคลังสินค้าเพื่อพนักงานของตนดอลีย์ จาก NMHG กล่าว พวกเขาต้องการคนงานที่ฉลาดขึ้น ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่คนงานที่แข็งแรงขึ้นดอลีย์เชื่อว่าความสนใจในสรีรศาสตร์ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ยังรักษาคนงานที่มีฝีมือให้อยู่กับองค์กร
7. การควบคุมด้วยนิ้วมือ การควบคุมฟังก์ชันหลายอย่างในเวลาเดียวกันสามารถทำได้ด้วยนิ้วมือซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงาน ผู้ควบคุมสามารถบังคับงาให้ยกขึ้น เอียง หรือขยับไปด้านข้างได้
การควบคุมด้วยนิ้วมือเริ่มมีใช้ในยุโรปสตีฟ ซีอานซี (Steve Cianci) กรรมการบริหารฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ของ Nissan Forklift Corporation of North America เผย ขณะที่ระบบการควบคุมด้วยนิ้วมือยังไม่เป็นที่นิยมในสหรัฐฯ แต่เราเห็นลูกค้าเริ่มสนใจมากขึ้นเพราะระบบนี้ช่วยให้ท่าทางการทำงานของผู้ปฏิบัติงานถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์
8. รถฟอร์คลิฟต์ที่ฉลาดขึ้น ตามความเห็นของลินเดิล แมคเคอลีย์ (Lyndle McCurley) ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดของ Doosan Industrial Vehicles America รถฟอร์คลิฟต์ในอนาคตจะฉลาดขึ้น ใช้งานได้สะดวกสบายขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น หลายเดือนก่อน Doosan ได้นำเสนอแนวคิดรถฟอร์คลิฟต์ไฟฟ้าในฝันที่งาน British Open โดยห้องคนขับเป็นกระจกใสเมื่อทำงานในอาคารและจะทึบแสงเพื่อกันแดดและความร้อนเมื่อทำงานกลางแจ้ง เวลาที่ยกงาขึ้นห้องคนขับก็จะยกตัวขึ้นและเอนไปด้านหลังเล็กน้อย เพื่อให้คนขับมองขึ้นไปข้างบนโดยไม่ต้องแหงนคอให้เมื่อย จอด้านหน้าแสดงภาพกราฟิกข้อมูลความสูงของงานที่ยก น้ำหนักที่ยก และมุมเอียง รถสามารถเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงและฐานล้อได้อัตโนมัติ โดยยืดหรือหดความยาวของฐานล้อได้ตามน้ำหนักของสินค้าและสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงาน
แทนที่จะผลิตรถที่ยกได้ 5,000 ปอนด์ เราเลือกที่จะพัฒนารถที่มีสมรรถนะรอบด้านและสามารถปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการทำงานรูปแบบต่างๆ ได้แมคเคอลีย์ กล่าว
9. ฟังก์ชันยับยั้งการทำงาน ตัวยับยั้งการทำงานถูกออกแบบมาเพื่อทำนายว่าการปฏิบัติงานของรถฟอร์คลิฟต์ปลอดภัยต่อคนบังคับหรือไม่ ซีอานซีกล่าวว่าฟังก์ชันนี้จะลดความเร็วเมื่อรถเดินหน้าหรือถอยหลังโดยอัตโนมัติที่ระดับความสูงต่างๆ และจะควบคุมมุมเอียงโดยอัตโนมัติให้ด้วยเช่นกัน
10. เทคโนโลยี Controller Area Network (CAN BUS) อุตสาหกรรมรถฟอร์คลิฟต์กำลังเปลี่ยนจากการบำรุงรักษาแบบป้องกันไปสู่การบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ล่วงหน้า เรายังไปไม่ถึงสิ่งที่หวังไว้เอ็ด แคมพ์เบล (Ed Campbell) ผู้จัดการฝ่ายขายของกลุ่มจัดการวัสดุจาก Landoll กล่าว แต่ด้วยระบบ CAN BUS จะทำให้เราสามารถสื่อสารแบบสองทางระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าตอนนี้อุณหภูมิสูงเกินไปหรือไม่ ทำให้เราสามารถดำเนินการซ่อมบำรุงได้ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับ
11. ระบบขับเคลื่อนแบบไฮโดรสแตติก (Hydrostatic) “ทุกวันนี้อุปกรณ์ส่วนใหญ่ใช้พลังงานจากแหล่งที่ใช้กันมายาวนานคือจากเครื่องยนต์ไอซีหรือจากแบตเตอรี่มาร์ก โรสเลอร์ (Mark Roessler) ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ทั่วไปของ Linde Material Handling North America อธิบาย ด้วยเหตุนี้รถฟอร์คลิฟต์ของเราจึงเน้นที่การออกแบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้ใช้งาน
Linde ได้พัฒนาระบบขับเคลื่อนแบบไฮโดรสแตติกที่ใช้การไหลและแรงดันของน้ำมันเพื่อเพิ่มหรือลดความเร็วของรถในทิศทางต่างๆ ด้วยการขับเคลื่อนแบบไฮโดรสแตติก จึงไม่ต้องมีเบรคแบบใช้แรงเสียดทาน ไม่ต้องมีชุดส่งกำลังเชิงกล ไม่ต้องมีเพลาขับ ไม่ต้องมีข้อต่อตัวยู จึงช่วยลดการสึกหรอของระบบขับเคลื่อนได้โรสเลอร์กล่าว
12. วิ่งได้แม้ในทางแคบ เมื่อคลังสินค้าต้องเก็บสินค้ามากขึ้นแต่ยังมีพื้นที่เท่าเดิม จึงจำเป็นต้องใช้รถฟอร์คลิฟต์ที่ปฏิบัติงานในช่องทางแคบๆ ได้ ตอนแรกที่เราเริ่มทำธุรกิจ รถฟอร์คลิฟต์สมัยนั้นขับในช่องทางกว้าง 7 ฟุตแคมพ์เบล จาก Landoll กล่าว แต่วันนี้เราต้องทำงานในช่องทางที่แคบกว่า 6 ฟุตส่วนหนึ่งเป็นเพราะการออกแบบชิ้นส่วนใหม่ทำให้รถฟอร์คลิฟต์ผอมลงและทำงานในช่องที่แคบลงได้ อีกประการหนึ่งคือการออกแบบที่ทำให้ส่วนหน้าที่เป็นเสาและงาหมุนได้ถึง 200 องศา จากเดิมที่หมุนได้แค่ 180 องศา
ขณะที่ยกของออก ส่วนของงาจะเริ่มหมุนทำให้สามารถรักษาระดับของงาให้ตรงจนกว่าจะถอนออกจากพาเลท จึงสามารถวางของซ้อนกันได้ง่ายขึ้นในช่องแคบๆแคมพ์เบล อธิบาย เนื่องจากรถฟอร์คลิฟต์ที่ทำงานในช่องแคบๆ มักต้องยกของสูงๆ ด้วย รถฟอร์คลิฟต์ของ Landoll จึงมีระบบกล้องราคาประหยัดเพื่อให้มองเห็นเหนือขึ้นไป 25 ฟุต รวมทั้งมีซอฟต์แวร์ที่สามารถตรวจจับและแสดงระดับความสูงที่ยกของแต่ละแถวในคลังสินค้าด้วย
13. มีเครื่องชั่งในตัว เบอร์เกอร์คิงสร้างชื่อเสียงด้วยการให้ลูกค้าเลือกส่วนผสมของเบอร์เกอร์เองได้ Toyota Material Handling U.S.A. (TMHU) เห็นประโยชน์แบบเดียวกันนี้ในการสร้างรถฟอร์คลิฟต์ที่ผู้ใช้สามารถเลือกคุณสมบัติได้เอง
“40% ของใบสั่งซื้อรถของเราเป็นแบบเลือกประกอบโดยลูกค้า และมีนวัตกรรมหลายอย่างที่เป็นออพชั่นในรถฟอร์คลิฟต์ของเราซีซาร์ ฮิเมเนซ (Cesar Jimenez) ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการผลิตในประเทศของ TMHU กล่าว ออพชั่นล่าสุดที่เรามีคือเครื่องชั่งน้ำหนัก ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับลูกค้ารายหนึ่งและปัจจุบันได้กลายเป็นออพชั่นมาตรฐานในรถฟอร์คลิฟต์ของโตโยต้า เครื่องชั่งที่มีความแม่นยำระดับครึ่งปอนด์และได้มาตรฐานถูกต้องทำให้ผู้บังคับทราบน้ำหนักของสินค้าบนพาเลทที่กำลังยก ระบบที่มีอยู่ปัจจุบันสามารถเก็บข้อมูลของน้ำหนักบรรทุกได้ประมาณ 350 เที่ยวเพื่อดาวน์โหลดสู่ระบบส่วนกลาง เราสามารถเพิ่มอุปกรณ์ Bluetooth หรือ Wi-Fi เพื่อให้ส่งข้อมูลได้อย่างอัตโนมัติฮิเมเนซ กล่าว
14. แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ในงาน CeMAT เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา Jungheinrich แนะนำฟอร์คลิฟต์แบบยืนบังคับสำหรับตลาดในยุโรปที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดเล็กเท่ากระเป๋าเอกสารและถอดเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ ขนาดของแบตเตอรี่ทำให้รถฟอร์คลิฟต์มีความคล่องแคล่วมากโบวส์กล่าว แต่ก็เหมือนกับเทคโนโลยีใหม่ส่วนใหญ่ที่ค่าใช้จ่ายยังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งกิโลวัตต์ชั่วโมงยังสูงกว่าแบตเตอรี่แบบตะกั่วน้ำกรด
15. รถฟอร์คลิฟต์แบบไฮบริด ที่ญี่ปุ่น โตโยต้าได้แนะนำรถฟอร์คลิฟต์เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดที่สามารถยกได้ 8,000 ปอนด์ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการเคลื่อนที่ แต่เมื่อต้องใช้กำลังเพื่อยกของก็จะสลับไปใช้ระบบดีเซลโดยอัตโนมัติ ซึ่งเหมือนกับรถยนต์ไฮบริดอย่างพรีอุส แถมยังชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างที่รถใช้พลังงานจากดีเซล


เพราะเราไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากระบบสาธารณูปโภค จึงช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซได้ถึง 50%” ฮิเมเนซ กล่าว โตโยต้ามีแผนที่จะแนะนำรถฟอร์คลิฟต์แบบไฮบริดที่ใช้โพรเพนและยางแบบกันสะเทือนในอาคารสำหรับอเมริกาเหนือ โพรเพนเป็นเชื้อเพลิงอันดับหนึ่งสำหรับเราในสหรัฐฯฮิเมเนซ เปิดเผย ตอนนี้เรากำลังผลักดันให้บริษัทแม่ออกแบบอยู่

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก Warehouse & DC Management: 15 ways the lift truck is evolving
http://www.logisticsmgmt.com/

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ฮาโมไนซ์อาเซียน 2012 (HS2012)

By  Sirirak Phatphitak


การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและรูปแบบของการค้าระหว่างประเทศรวมถึงการตอบสนองกับวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันหลากหลาย ทำให้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข และทบทวนโครงสร้างเพื่อให้ระบบพิกัด และศัพท์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับการเรียกใช้ในปัจจุบัน
ระบบพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียน (HS)ได้มีการปรับปรุงมา 4 ครั้งแล้ว และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ซึ่งโดยทั่วไปเรียกกันว่า HS2012 ซึ่งมีการแก้ไข HS รวม 225 กลุ่มรายการ กลุ่มหลักๆ 8 กลุ่ม แบ่งเป็น 
1.     กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร 4 กลุ่ม
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ แร่ จำนวน 4 กลุ่ม
3. กลุ่มสินค้าเคมี จำนวน 27 กลุ่ม
4. กลุ่มสินค้ากระดาษ จำนวน 9 กลุ่ม
5. กลุ่มสินค้าสิ่งทอ จำนวน 14 กลุ่ม
6. กลุ่มสินค้าทำด้วยโลหะสามัญ จำนวน 5 กลุ่ม
7. กลุ่มสินค้าเครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 30 กลุ่ม
8. กลุ่มสินค้าอื่นๆ จำนวน 38 กลุ่ม
หรือมีการแก้ไขพิกัด HS 2012 ของWCO ประเภทย่อย (รหัสตัวเลข 6 หลัก) จาก 5,052 รายการเป็น 5,205 รายการ
สำหรับประเทศไทยกรมศุลกากรก็ได้มีการเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับข้างต้น มีทั้งเพิ่มประเภทย่อย ควบรวมและปรับถ้อยคำ ภาษา ศัพท์ ให้มีความชัดเจนมากขึ้น
จากการปรับแก้ไขพิกัดดังกล่าว ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก จะมีผลกระทบในเบื้องต้น คือภาระในการปรับปรุงข้อมูลการจำแนก ประเภทพิกัดศุลกากรให้ทันกับ HS 2012
นอกจากนี้ ยังต้องระวังข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะจำแนกประเภทพิกัดของสินค้าให้ถูกต้อง โดยอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์ฉบับเก่าให้ไปสู่ฉบับใหม่ เป็นไปอย่างถูกต้องอีกทั้งต้องศึกษาเกณฑ์การตีความพิกัดที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหลายจะกระทบกับการลดอัตราอากร และยกเว้นอากรศุลกากรตาม ม.12 แห่ง พรก. ศุลกากร พ.ศ.2530 ประกาศกระทรวงการคลังสำหรับยกเว้น และลดอัตราอากรศุลกากร ในเรื่อง ถิ่นกำเนิดสินค้า WTO, FTA, GSTP หรือ อื่นๆ โดยถือหลักง่ายๆพิกัดเปลี่ยนแต่อัตราภาษีอากรไม่เปลี่ยนถ้าสินค้าเดิม และพิกัดอัตราศุลกากร 8 หลัก ให้ยึดถือพิกัดประเทศผู้นำเข้าเป็นหลัก เพราะบางครั้งแต่ละประเทศจะมีพิกัด 6 หลักเหมือนกัน และ 8 หลัก ไม่เหมือนกันยังไงตัวแทนออกของ(ชิปปิ้ง) ที่ท่านใช้บริการอยู่ช่วยท่านได้หรืออาจจะโทรปรึกษาสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกหรือกรมศุลกากรหรือเข้าไปที่ www.customs.go.th เลือกหัวข้อฐานข้อมูลอัตราอากร เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอย่า นิ่งนอนใจก่อนที่จะแก้ไขไม่ทันนะครับ
เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ 2555 ปีงูใหญ่ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ทั่วทุกที่จงดลบันดาลให้ท่าน ครอบครัว และผู้ที่ท่านเกี่ยวข้องด้วยจงประสบความสุขความเจริญ ร่ำรวย คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนาทุกประการ

Source : 

การฟิ้นฟูธุรกิจ Freight Forwarders หลังอุทกภัย


By : Assist Prof. Dr. Taweesak Theppitak


หลังจากที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับน้ำท่วมซึ่งมีปรากฏอยู่ตามโทรทัศน์เกือบทุกช่อง เพื่อติดตามและประเมินความเสียหายและคอยส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยตามจุดต่างๆที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ก่อนน้ำจะท่วมบ้านของผมแถวบางพลัด ผมก็คอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดด้วยใจร้อนลนว่าน้องน้ำจะเข้ามาท่วมบ้านผมเมื่อไร แต่ทันทีหลังจากที่น้ำท่วมสักเมตรกว่าๆและผมกับครอบครัวอพยพออกมาทัน โวยวายกันท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวสักพัก ผมเริ่มตั้งสติได้แล้วก็เริ่มคิดถึงต่อว่าจะต้องซ่อมแซมฟื้นฟูบ้านหลังน้อยของผมอย่างไร เพื่อให้กลับมาอยู่ได้เร็วที่สุดภายใต้งบประมาณซ่อมแซมที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมทั้งเตรียมการพัฒนาบ้านให้กลับมาน่าอยู่เหมือนดั่งเดิม ครับที่ผมพูดมาตั้งมากมายเพื่อสะท้อนถึงวิธีคิดแบบคนทั่วไป ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับผู้ประกอบการทั่วไปโดยเฉพาะตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าของไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็น SME
ในความเป็นจริงแล้ว ประเด็นคำถามที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมปีนี้ของผมจะมี 6 ประเด็นหลักคือ 
1. วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร 
2. ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจได้มีและได้ใช้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง แม่นยำและเชื่อถือได้เพียงใด 
3. เมื่อมีวิกฤติน้ำท่วมเกิดขึ้น หน่วยงานภาครัฐอันเป็นหน่วยงานหลักได้มีการเตรียมการเพื่อรองรับผลกระทบและเตรียมการกู้ภัยอย่างไร 
4. ภาครัฐมีเครื่องมือในการประเมินความเสียหายและผลกระทบที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ 
5. อะไรคือมาตรการของภาครัฐในการฟื้นฟูและเยียวยาภาคเอกชนและผู้ประสบภัยทั้งระยะสั้นกลางและระยะยาว 
6. ทิศทางหรือวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศในทศวรรษหน้าเพื่อให้ไทยกลับมาผงาดเป็นผู้นำไม่เพียงแต่ในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่เป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของภูมิภาคแห่งนี้
ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเขียนภาพรวมของสถานการณ์ปัญหาน้ำท่วม โดยใช้โมเดลหรือหลักการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมาอธิบาย และจะเสนอแนะแนวทางและกลยุทธ์โลจิสติกส์และซัพพลายเชนมาใช้ในการแก้ไข ฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ผมได้รับแจ้งจากทางคุณบุญชัย บรรณาธิการเว็บไซด์ Logistics2days ให้ผมช่วยเขียนมาตรการในการฟื้นฟูธุรกิจ Freight Forwarders เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางหรือจุดประกายความคิดในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งช่วยให้การฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประกอบการตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าได้อย่างตรงเป้าและสอดคล้องกับปัญหาของผู้ประกอบการเหล่านั้น
ก่อนที่จะพูดคุยกันถึงเรื่องการฟื้นฟูตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า ผมอยากให้ผู้ที่อ่านบทความนี้ เข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าเสียก่อน ทั้งนี้ ไม่มีการบัญญัติศัพท์หรือความหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า แต่จากการสังเคราะห์พบว่าจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการนำสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยมีกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้านั้น โดยมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการโลจิสติกส์คือการบริหารการไหลหรือการเคลื่อนย้ายของสินค้า(Physical Flow) และข้อมูลสารสนเทศ (Information Flow) ให้มีประสิทธิภาพและบริการไม่เพียงแต่พึงพอใจแต่ต้องประทับใจ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท NYK Logistics ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า เพื่อสนับสนุนซัพพลายเชนโดยรวมของกลุ่มบริษัท NYK จะมีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าจากโรงงานหนึ่ง (ในขั้นตอนนี้อาจจะมีการนำตู้สินค้าเปล่าไปส่งที่โรงงาน บรรจุสินค้าหรือติดฉลากเป็นต้น) ไปยังท่าเรือและขนขึ้นเรือ ส่งต่อไปจนถึงมือลูกค้า เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าบริษัท NYK Logistics จะบริหารการไหลของสินค้า ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และการบริหารคำสั่งซื้อหรือข้อมูลการส่งมอบสินค้าระหว่างผู้เล่นในซัพพลายเชน
การฟื้นฟูและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ หลังประสบอุทกภัย ยังไม่จบครับ ในคราวหน้า เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องของวิกฤตน้ำครั้งนี้จะส่งผบลกระทบกับใครกันบ้างครับ
ในวันนี้บทความ การฟื้นฟูและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าหรือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ภายหลังจากประสบอุทกภัยน้ำท่วมของประเทศไทยจะเป็นการกล่าวถึง วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบอะไรต่อผู้เล่นใดบ้างในซัพพลายเชน และผู้เล่นเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างไรบ้าง ขณะที่การแก้ไขหรือการฟื้นฟูธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้านี้ ควรจะเริ่มต้นในการฟื้นฟูที่ฟันเฟืองหลักที่จะขับเคลื่อนธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าให้สามารถหมุนต่อไปได้ ควบคู่กันไปนั้นก็มีการฟื้นฟู รวมทั้งสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า ซึ่งผมจะได้อธิบายขยายผลในหัวข้อต่อไปครับ 
จากรูปภาพด้านบน แสดงผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชน โดยจะพบว่าบริษัทตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าจะเป็นผู้ที่ดำเนินการในการนำเอาสินค้าจากผู้ส่งออก (ในกรณีการส่งออกไปต่างประเทศ) หรือจากผู้ขาย (กรณีการซื้อขายภายในประเทศ) ไปส่งยังผู้นำเข้าหรือผู้ซื้อสินค้า ประเด็นคำถามที่ว่าถ้าเมื่อเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมในหลายจังหวัดของไทย โดยเฉพาะพื้นที่ไข่แดงทางเศรษฐกิจของไทยคือกรุงเทพและปริมณฑล ย่อมกระทบต่อผู้นำเข้าและผู้ส่งออกของไทย อย่าลืมนะครับ แม้ว่าเราส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าจำนวนมาก แต่เราก็มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากเช่นกัน ขณะที่ตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าจะเป็นผู้ดำเนินการในนามของผู้นำเข้า-ผู้ส่งออกโดยจะบริหารการไหลหรือการเคลื่อนย้ายสินค้าเพื่อส่งมอบโดยผ่านกิจกรรมโลจิสติกส์ต่างๆ อาทิ คลังสินค้า แพ็กเกจจิ้ง ชิ๊ปปิ้งหรือขนส่งในโหมดต่างๆ เป็นต้น
เมื่อตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าได้รับการว่าจ้างจากผู้ส่งออก (ผู้ขาย) ให้นำสินค้าไปส่งยังผู้นำเข้า (ผู้ซื้อ) ตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าจะดำเนินการตามขั้นตอนซึ่งจะเกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมโลจิสติกส์ต่างๆ เช่นการรับ-บรรจุเข้าตู้-ออกจากตู้สินค้า ขนส่ง ชิปปิ้ง ติดฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น และนำไปวางไว้ที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน (Gateway) เพื่อรอเรือสินค้าหรือเครื่องบินมาบรรทุกและส่งมอบไปยังท่าเรือหรือท่าอากาศยานอีกฝั่งหนึ่งและดำเนินการเหมือนกระบวนการขาออกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น โดยปกติ ความอยู่รอดของตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าจะขึ้นอยู่กับภาพรวมการเติบโตและการขยายตัวของการนำเข้า-ส่งออกไม่เพียงแต่เฉพาะของไทยเท่านั้นแต่ของทั้งโลก เนื่องจากไทยได้ค้าขายกับประเทศต่างๆมากกว่า 156 ประเทศ มากบ้างน้อยบ้างลดหลั่นกันไป
ดังนั้นภายการฟื้นฟูและเยียวยาตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าโดยตรง อาจจะไม่ใช่มาตรการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบควรจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด มองปัญหาแบบองค์รวม (Holistic View) แล้วค่อยๆ จัดมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประกอบการในระยะต่างๆ เช่นระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ทั้งนี้สิ่งที่หน่วยงานที่จะช่วยเหลือหรือเข้าไปเยียวยาผู้ประกอบการจะต้องทราบคือการมีฐานข้อมูลที่อัปเดท ถูกต้องและเชื่อถือได้ที่จะรู้จำนวน เขตพื้นที่ที่ผู้ประกอบการประสบอุทกภัยและประเภทธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าซึ่งแบบออกเป็น VOCC และ NVOCC ซึ่งผมขออนุญาตที่จะไม่อธิบายขยายความในที่นี้ เดี๋ยวจะกล่าวเป็นการเขียนตำรา มากกว่าเสนอแนะมาตรการฟื้นฟูตามที่กล่าวไว้
นอกจากนี้ควรมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำเพื่อให้รู้ถึงระดับของความเสียหายเพื่อนำมาใช้ในการกำหนดแผนฟื้นฟูและเยียวยา การทำงานโดยปราศจากฐานข้อมูลดังกล่าวเปรียบเสมือนการพายเรือในอ่างซึ่งวนไปวนมา โดยปัญหาที่แท้จริงไม่ได้ถูกแก้ไข ในการแก้ปัญหาแบบซัพพลายเชน กล่าวคือ ผมอยากให้พิจารณาที่ตัวขับเคลื่อนหรือเฟืองหลักของธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า นั่นคือผู้นำเข้า-ส่งออกหรือผู้ซื้อ-ผู้ขาย
ทั้งนี้ถ้าเราสามารถผลักดันและขับเคลื่อนภาคการนำเข้า-ส่งออกของไทยฟื้นตัวเร็วมากเท่าไร ก็จะกระตุ้นให้ธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้ามีการฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น บางท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม ไม่เป็นไรครับ ผมเพียงแค่เสนอแนะนะครับ ลองคิดดูนะครับ ว่าถ้าเรากระตุ้นเฉพาะธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีงานให้ธุรกิจนี้ทำเพราะโรงงานที่ฮอนด้าหรือซัพพลายเออร์ที่นิคมโรจนะน้ำยังท่วมอยู่ ผู้ประกอบการตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าจะเอางานที่ไหนไปขนล่ะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยไม่ช่วยเหลือผู้ประกอบการตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้านะครับ ผมมีมาตรการที่จะต้องทำคู่ขนานกันไป
...ในตอนต่อไปของบทความนี้ จะเป็นการกล่าวถึงกรอบแนวคิดในการฟื้นฟูธุรกิจตัวแทนรับส่งสินค้ากันครับ ติดตามได้ในสัปดาห์หน้าครับ,,,


หลังจากที่ได้กล่าวถึงบทบาทและกิจกรรมของผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนกันไปแล้วในตอนนี้ จะเน้นไปที่เรื่องของแนวทางการฟื้นฟูธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้ากันต่อไป จากรูปภาพด้านบนเป็นการแสดงโมเดลในการฟื้นฟูธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า เนื่องจากผมมีพื้นที่ในการเขียนเสนอแนะที่ค่อนข้างจำกัด
ดังนั้นผมใคร่ขอสรุปคือสิ่งแรกที่จะต้องทำคือการกำหนดวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ในการฟื้นฟูและช่วยเหลือให้ชัดเจนเสียก่อน สองคือมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการเงิน สามคือมาตรการด้านการตลาด สี่คือมาตรการด้านโลจิสติกส์ ห้าคือมาตรการด้านภาษีและสิ่งจูงใจต่างๆ หกคือมาตรการด้านการคิดอย่างเป็นระบบและมีวินัยในการคิด ประการสุดท้ายคือการสร้างและยกระดับซัพพลายเชนของธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า
ทั้งนี้ ก่อนการกำหนดแนวทางหรือมาตรการแก้ไขปัญหาหรือการฟื้นฟูหรือเยียวยาผู้ประกอบการคือการกำหนดวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ในการฟื้นฟูและช่วยเหลือให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าทิศทางของการเข้าไปช่วยเหลือหรือฟื้นฟูผู้ประกอบการเหล่านั้นจะไปทางใด ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ไปกันคนละทิศละทาง กระทรวงพาณิชย์ไปทาง กระทรวงอุตสาหกรรมไปทาง ซึ่งเราจะทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย นอกจากนี้ ควรกำหนดวัตถุประสงค์ในการฟื้นฟูหรือเยียวยาว่าจุดสุดท้ายแล้ว เราต้องการเห็นผู้ประกอบการเหล่านั้นเป็นอย่างไรภายหลังจากที่เราเข้าไปช่วยแล้ว ช่วยกำหนดเป็น KPI หรือตัวชี้วัดได้ก็จะดีเยี่ยมครับ เพราะจะทำให้เราสามารถวัดผลการปฏิบัติงานเมื่อได้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านั้นแล้วว่าได้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ อย่างไร
สองคือมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการเงิน ตลอดช่วงสองสามเดือนที่มีอุทกภัยน้ำท่วมนั้น ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้ทำงานทำการ เนื่องมาจากหลายสาเหตุ อาทิ ผู้นำเข้า-ส่งออกหยุดหรือปิดกิจการชั่วคราว เช่น โรงงานตามนิคมฯที่ประสบภัยต่างๆ เส้นทางการขนส่งหรือพื้นที่คลังสินค้าถูกน้ำท่วม เป็นต้น ทำให้ประสบปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งผลกระทบจะแตกต่างกันไปตามสภาพธุรกิจตั้งแต่ล้มบนฟูกจนถึงกระอักออกมาเป็นเลือด ทั้งนี้เงินหมุนเวียนเปรียบเสมือนเส้นเลือดของธุรกิจ ขาดเลือดก็ตายหรือไหลออกมามากเกินไปก็ตาย การหยุดกิจการโดยไม่ได้คาดคิดหรือไม่อยากจะคิดก็ตามจะส่งผลให้ผู้ประกอบการตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าช็อกและช็อตเงินหมุนเวียน มาตรการนี้ ควรหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยในปีต้นๆ ซึ่งจะช่วยได้อย่างมาก
...ในคราวหน้า เราจะมาติดตามแนวทางการช่วยเหลือและฟื้นฟูธุรกิจตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าในมาตรการต่อๆไป ครับ....


       หลังจากที่ได้กล่าวถึงมาตรกาารช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการไปแล้วคือ การกำหนดแนวทาง และการช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านการเงินไปแล้ว ในครั้งนี้จะมากล่าวถึงเรื่องของมาตรการอื่นสำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบกันต่อไป
มาตรการข้อต่อมา ซึ่งถือเป็นมาตรการที่สาม คือมาตรการด้านการตลาด ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการช่วยเหลือนอกจากจะช่วยผู้ประกอบการตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าแล้ว ควรจะต้องเข้าไปช่วยผู้นำเข้า-ส่งออกในการสร้าง เสริมและพัฒนาตลาดส่งออก นอกเหนือจากตลาดคู่ค้าขาประจำซึ่งนับวันจะมีการแข่งขันที่รุนแรงและอำนาจซื้อน้อยลงและกฎระเบียบมากมาย สำหรับมาตรการด้านการตลาดที่จะเข้าไปช่วยผู้ประกอบการตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้านั้น ควรจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเหล่านี้หาตลาดใหม่ นอกเหนือจากตลาดหรือลูกค้าที่เป็นผู้นำเข้า-ส่งออกขาประจำ 
สี่คือมาตรการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งหมายถึงการเร่งปรับปรุงและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคด้านการขนส่งและเครือข่ายการกระจายสินค้า โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงการขนส่งในโหมดต่างๆ เพราะภายหลังจากน้ำลดแล้ว คาดว่าจะมีถนนเศรษฐกิจหลักที่สำคัญมากกว่าร้อยละ 60 ที่เสียหายซึ่งจะต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วนเพราะระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศ (Domestic Logistics) มีการขนส่งทางถนนมากกว่าร้อยละ 85 ลองดูปรากฎการณ์ของอุปโภคบริโภคที่ขาดแคลนซิครับ ทั้งๆที่ผู้ผลิตหลายรายบอกว่าของมี แต่ส่งของให้ไม่ได้ เพราะไม่มีรถขน เมื่อสอบถามผูให้บริการขนส่ง ก็ได้รับคำตอบว่าถนนไม่ดี หลายเส้นทางมีน้ำท่วมจึงไม่กล้านำรถไปวิ่ง ตอบกันไปกันมาแบบงูกินหางน่ะครับ สรุปคือเร่งฟื้นฟูและซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยเฉพาะเครือข่ายถนนต่างๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจของธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าเลยก็ว่าได้นะครับ
ห้าคือมาตรการด้านภาษีและสิ่งจูงใจต่างๆ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ขาดรายได้ ไม่มีงาน ดังนั้นมาตรการด้านการตลาดและด้านการเงินอาจจะไม่เพียงพอ หน่วยงานภาครัฐอาจจะต้องนำเอามาตรการด้านภาษี (เช่น ภาษีนิติบุคคลหรือการลดหย่อนการนำเข้าเครื่องจักรหรืออะไหล่) หรือสิ่งจูงใจอื่นๆ เข้ามาใช้ร่วมกับมาตรการอื่นๆ อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่า ถ้าท่านมีฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้และทันสมัย ท่านก็จะบอกได้อย่างชัดเจนว่าจะต้องเข้าไปช่วยผู้ประกอบการด้านภาษีใดบ้าง หกคือมาตรการด้านการคิดอย่างเป็นระบบและมีวินัยในการคิด สิ่งที่เน้นย้ำเรื่องนี้ เพราะประสบการณ์ของผมสอนให้รู้จักวิธีทำงานของคนไทยที่ผมพบด้วยตนเอง คือ 1. ไม่มีแผนงาน และ 2. มีแผนแต่ไม่ทำตามแผน ทั้งนี้ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ กลายเป็นวัฒนธรรมในการคิดแบบไทยๆ ไปแล้วล่ะครับ ดังคำกล่าวที่ว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ต่างคนต่างคิดต่างทำ ทำไมเราไม่หันหน้ามาคุยกันและปรับเป้าหมายการทำงานให้ตรงกันล่ะครับ ลดทิฐิหรืออคติทั้งปวงก่อน แล้วค่อยๆ ทำงานให้ประสานกัน
และประการสุดท้ายคือการสร้างและยกระดับซัพพลายเชนของธุรกิจตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้า ที่ผมเสนอมาตรการนี้ เป็นมาตรการสุดท้ายเพราะเป็นมาตรการที่ทำได้ยากเพราะคนไทยเล่นอะไรเป็นทีมไม่เป็น และเราก็มักจะไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร การสร้างซัพพลายเชนจะต้องมาจากความเชื่อใจหรือไว้ใจ ซึ่งจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เล่นในซัพพลายเชน ผู้เล่นของไทยส่วนใหญ่ชอบแบบวันแมนโชว์ ลองพยายามรวมกลุ่มท่ามกลางกลุ่มตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าหรือสร้างคลัสเตอร์ของกลุ่มขึ้นเพื่อ 1. ดูแลและช่วยเหลือกันเองภายในกลุ่มก่อน 2. สร้างอำนาจต่อรองกับคู่แข่งที่เป็นตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าต่างชาติที่เข้ามายึดตลาดผู้รับจัดการขนส่งสินค้าในบ้านเราหมดแล้ว 3. สร้างอำนาจต่อรองและดูน่าเชื่อถือเมื่อเข้าไปคุยกับผู้ว่าจ้าง เช่นผู้นำเข้า-ส่งออก 4. สร้างเอกลักษณ์และความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มในระยะยาวอย่างยั่งยืนต่อไป


Source

Panama Canal










































Logistics4-1: Amazing Road Trains In Australia!!!

Logistics4-1: Amazing Road Trains In Australia!!!