วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ห่วงโซ่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


โกศล ดีศีลธรรม
Koishi2001@yahoo.com


       โลกทุกวันนี้เผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมจนลุกลามเป็นภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติ ทำให้องค์กรทั่วโลกและผู้ประกอบการไทยเองต่างให้ความร่วมมือแก้ปัญหาดังกล่าวซึ่งเป็นประเด็นคู่กับสังคมโลกอีกนาน อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคชาวจีนกว่า 3,000 คน โดยมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) พบว่ากว่า 73% ของผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าจากบริษัทที่มีศีลธรรมและเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม กว่า 50% เห็นว่าบริษัทท้องถิ่นในประเทศ (Domestic) มีระดับความรับผิดชอบต่อสังคมระดับพอใช้ได้
ขณะที่ 30% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าบริษัทท้องถิ่นในประเทศจีนมีความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ระดับที่น่าพอใจ ส่วนบริษัทข้ามชาติถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีความรับผิดชอบและคืนกำไรให้สังคมมากกว่าบริษัทท้องถิ่น ศาสตราจารย์ Zhao Shuguang แห่ง Tsinghua Media Survey Lab เปิดเผยว่า บริษัทข้ามชาติมักได้เปรียบบริษัทจีนทั้งในแง่การจัดการ เทคโนโลยี เงินทุนและการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่บริษัทจีนจะตามทันการทำ CSR ของบริษัทเหล่านี้
ความปลอดภัยของสินค้าเป็นประเด็นทาง CSR สำคัญอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคจีนคำนึงถึงและมีผลต่อภาพลักษณ์เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของเหล่าผู้ผลิตจีนอย่างมาก ตามมาด้วยเรื่องผลกระทบจากการผลิตที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ความสนใจในเรื่องความโปร่งใสในการบริหารงานนั้นมาเป็นอันดับสาม ดังนั้นสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง P&G และผู้ผลิตน้ำดำอย่าง Coca-Cola เป็นสองแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคจีนเห็นว่าใช้หลักความรับผิดชอบต่อสังคมในการดำเนินธุรกิจมากที่สุด หากกล่าวถึงสินค้ากลุ่มยานยนต์พบว่า Volkswagen ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันมีความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตามแนวโน้มที่น่าสนใจคือ องค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งในเอเชียกำลังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนและตั้งเป้าหมายที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ทิศทางกิจกรรม CSR มุ่งประเด็นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและส่งผลให้องค์กรต้องพัฒนากระบวนการที่สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) ทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาทุ่มเม็ดเงินลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานทางเลือกมากขึ้นเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมาการบริหารห่วงโซ่อุปทานได้สนับสนุนการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ผลการพัฒนาดังกล่าวได้นำมาซึ่งความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อมและเกิดกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นที่มา ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมมลพิษและของเสียที่ถูกปล่อยออกจากกระบวนการห่วงโซ่อุปทาน เช่น การลดไอเสียจากรถขนส่ง การขนส่งช่วงเวลากลางคืน (เพื่อไม่ให้เกิดจราจรติดขัด) รวมถึงการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อขจัดขยะและลดของเสีย เป็นต้น
รูปที่ 1 กรอบแนวคิดห่วงโซ่อุปทานสีเขียว

การบริหารจัดห่วงโซ่อุปทานสีเขียวจึงเป็นแนวคิดใหม่เพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลให้องค์กรดำเนินการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมร่วมกับคู่ค้า สะท้อนว่าสิ่งที่ธุรกิจทั่วโลกให้ความสนใจไม่ใช่เพียงแค่ผลกำไรหรือส่วนแบ่งการตลาดแต่ยังมุ่งรักษาสมดุลของโลกและสร้างความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกันระหว่างคู่ค้ากับผู้ส่งมอบต้องดำเนินการสอดคล้องกับแนวคิดรักษาสิ่งแวดล้อม การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมอาจแสดงด้วยการตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่าง ISO14001 ให้กับผู้ผลิตหรือคู่ค้า ดังกรณีโตโยต้าผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและกลุ่มผู้ให้บริการกับโตโยต้าดำเนินการพัฒนาระบบคุณภาพให้ได้ใบรับรองมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมุ่งลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากกิจกรรมบำรุงรักษาจึงผลักดันให้ศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายดำเนินการพัฒนาให้ได้ใบรับรองมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 โดยทั่วไปองค์กรมีความพยายามลดความสูญเปล่าเพื่อสร้างผลกำไรและความสามารถการแข่งขันที่มีผลต่อการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
การลดความสูญเปล่าจะส่งผลโดยตรงต่อการลดมลภาวะอากาศ น้ำและที่ดิน โดยมุ่งแนวคิดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบจนกระทั่งหมดอายุการใช้งานหรือเรียกว่านิเวศวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Ecology) เช่น การใช้วัสดุที่เป็นพิษหรือวัสดุที่ใช้พลังงานแปรรูปน้อยที่สุด การใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่และไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สะดวกต่อการซ่อมแซมอย่างกรณี BMW ได้ออกแบบรถยนต์โดยชิ้นส่วนย่อยตลอดทั้งคันสามารถทำการถอดแยกและถูกนำกลับมาใช้ได้อีกซึ่งส่งผลต่อการลดความสูญเปล่า แนวคิดการลดความสูญเปล่าจึงครอบคลุมทุกกระบวนการตั้งแต่ การออกแบบ การผลิต การกระจายสินค้าและดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางประหยัดการใช้วัสดุและพลังงานด้วยการนํากลับมาใช้ใหม่   กระบวนการลดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

รูปที่ 2 ปัจจัยสร้างความสูญเสียให้สิ่งแวดล้อม

* การรีไซเคิล (Recycle) คือการแยกชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ออกตามประเภทวัตถุดิบและนำวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยกระบวนการแปรรูปซึ่งนอกจากลดปริมาณขยะแล้วยังลดการใช้พลังงานและมลพิษที่เกิดกับสิ่งแวดล้อม เช่น การรีไซเคิลเครื่องพิมพ์ (Printer) โดยทั่วไปเครื่องพิมพ์ 1 เครื่องประกอบด้วยพลาสติกราว 48% โลหะเหล็ก 33% โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก 9% และวัสดุอื่น ๆ ราว 10% ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกไปจำหน่ายประเทศเครือสหภาพยุโรป จะต้องผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อลดการใช้ทรัพยากรโลกและบรรเทาสภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นการช่วยรักษาสมดุลอุณหภูมิโลก โดยมีความพยายามนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ผ่านกระบวนการผลิต ดังกรณี JVC ตั้งเป้าหมายการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิลพลังงานที่สูญเปล่าในกระบวนการผลิตราว 99%
ผลิตภัณฑ์ทุกหมวดถูกออกแบบและผ่านกระบวนการผลิตเพื่อสิ่งแวดล้อม เรียกว่าว่าผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product) เป็นการนำวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาผลิตใหม่เพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งส่วนของอะไหล่และชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตทางเจวีซี (JVC) ได้กำหนดนโยบายการกำจัดขยะถึง 6 ขั้นตอนเพื่อสร้างความมั่นใจว่าทางเจวีซีควบคุมการผลิตตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำและผ่านกระบวนการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้ผลิตเครื่องถ่ายเอกสารชั้นนำอย่างริโก้ (RICOH) มุ่งมั่นที่จะลดปริมาณการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งลดการใช้วัสดุในกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Packaging) ที่ใช้กระดาษแข็งแบ่งเป็นชั้นและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ถึง 98% ด้วยการนำไปรีไซเคิลในส่วนโครงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นพลาสติก
* การใช้ซ้ำ (Reuse) หมายถึง การนำผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ซึ่งถูกใช้งานแล้วและพร้อมเข้าสู่ช่วงการนำกลับมาใช้ใหม่ทั้งในรูปผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การนำถุงพลาสติกมาใส่ของหรือใช้เป็นถุงขยะ การนำยางรถยนต์มาทำเก้าอี้ การนำขวดพลาสติกมาดัดแปลงเป็นที่ใส่ของ เป็นต้น แนวคิดการออกแบบเพื่อการนำกลับมาใช้ซ้ำ(Design for Reuse) ได้มุ่งออกแบบให้ผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นมีชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันได้ นั่นคือ เมื่อผลิตภัณฑ์รุ่นแรกหยุดการผลิตแล้วยังสามารถเก็บคืนและนำบางชิ้นส่วนมาใช้ในการผลิตรุ่นต่อไปได้
ส่วนสายการประกอบรถยนต์นั้นถุงมือผ้าจัดเป็นของเสียซึ่งการนำไปกำจัดนั้นยังคงเป็นการส่งไปเป็นพลังงานทดแทนเสริมในเตาปูนซิเมนต์ แต่ทางผู้ผลิตรถยนต์เล็งเห็นถึงความสำคัญในการลดปริมาณถุงมือผ้านี้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสายการผลิตและการทำงานของพนักงานจึงได้ทดลองนำถุงมือผ้าไปซักในโรงงานที่ได้มาตรฐานและผ่านกระบวนการทำความสะอาดเพื่อนำกลับมาให้พนักงานใช้ใหม่ ส่งผลให้เกิดการลดปริมาณการใช้ถุงมือผ้าใหม่ถึง 36%
รูปที่ 3 กระบวนการนำกลับมาใช้

* การนำมาผ่านกระบวนการผลิตใหม่ (Remanufacturing) คือ กระบวนการที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ที่ถูกใช้งานหรือชิ้นส่วนที่ล้าสมัยเพื่อนำมาถอดแยก (Disassembly) และเข้าสู่กระบวนการผลิต โดยผลิตผลหรือชิ้นส่วนที่ผ่านกระบวนการจะถูกนำมาตบแต่งและประกอบใหม่ (Reassembly) ที่ยังคงรูปแบบผลิตภัณฑ์เดิม แนวทางดังกล่าวแตกต่างกับการรีไซเคิลและการใช้ซ้ำ โดยเฉพาะการไม่ลดคุณค่าชิ้นงานหลังผ่านกระบวนการ (Value-Added Recovery)

   
รูปที่ 4 ขั้นตอนกระบวนการผลิตใหม่ (Remanufacturing)

ด้วยเหตุนี้แนวคิดห่วงโซ่อุปทานสีเขียวได้สนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประเด็นการพิจารณาจัดซื้อและการบริหารความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ส่งมอบซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยให้เศรษฐกิจเกิดการขับเคลื่อนตามแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่วนประเด็นการบริหารธุรกิจมองว่าระบบห่วงโซ่อุปทานสีเขียวสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันและภาพลักษณ์ให้กับองค์กรธุรกิจ (Corporate Image) การพัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียวส่งผลให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจและสามารถลดต้นทุนห่วงโซอุปทาน ปัจจุบันองค์กรชั้นนำทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชนเริ่มดำเนินโครงการห่วงโซ่อุปทานสีเขียว โดยจำแนกแนวทางดำเนินการ ดังนี้
         1.  การสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์สีเขียวโดยให้ความสําคัญกับบทบาทผู้ส่งมอบเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์และดําเนินการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังกรณีบริษัทปูนซีเมนต์ไทยสนับสนุนให้ธุรกิจในเครือผ่านการรับรองระบบจัดการสิ่งแวดล้อมและร่วมมือกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดทำโครงการนำร่องห่วงโซ่อุปทานสีเขียวเพื่อช่วยพัฒนาปรับปรุงศักยภาพให้กับผู้ส่งมอบขนาดกลางและขนาดเล็กให้ดำเนินการอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยไม่เป็นการเพิ่มต้นทุนและดำเนินโครงการศึกษาผลกระทบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) เพื่อประเมินการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลก
         2.  การปรับปรุงผลการปฏิบัติงานเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้ความสําคัญกับผลการปฏิบัติงานภายในของผู้ส่งมอบและลดความเสี่ยงของลูกค้าในการซื้อสินค้า รวมทั้งลดต้นทุนรวม ทำให้มีความจำเป็นที่องค์กรผู้ผลิตหลัก (Maker) และเครือข่ายผู้ส่งมอบต้องคำนึงถึงการรับรองมาตรฐาน ISO14000 เพื่อให้เกิดกระบวนการที่มุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 

รูปที่ 5 แนวคิดประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA)

กรณีบริษัทโตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้กลยุทธ์ CSR ผ่านการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและแนวคิดนวัตกรรมสีเขียวเพื่อโลกสีขาว (Green Innovation for White World) เป็นไปตามกระแสการตื่นตัวทั่วโลกที่คำนึงถึงการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีในตัวสินค้าให้มีความทันสมัยและคุณภาพการใช้งาน กิจกรรม CSR ที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ คือ การปลูกป่าให้ครบ 150 ล้านต้นภายในปี 2010 เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรักษาสมดุลธรรมชาติไว้ให้คงอยู่ 
การประกวดศิลปกรรมนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต โทรทัศน์ทางไกลเพื่อการศึกษาร่วมกับพระราชวังไกลกังวลและกิจกรรมเพื่อเด็ก โตชิบาใช้งบกว่า 400 ล้านบาท เพื่อทยอยปรับสายการผลิตสินค้าใหม่ โดยใช้วัตถุดิบที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ภายใต้แคมเปญ "นวัตกรรมสีเขียวเพื่อโลกสีขาว" ผลิตภัณฑ์โตชิบาจะยึดหลัก 3R คือ Reduce, Reuse และ Recycle เพื่อนำไปแปรสภาพกลับมาใช้ได้อีก ตัวอย่างสินค้าสีเขียวของโตชิบา เช่น ตู้เย็นรุ่นลลิมเลดี้มีการพัฒนาฉนวนกันความร้อนพิเศษที่บางลงทำให้มีการใช้วัสดุพื้นผิวตู้เย็นลดลงเมื่อถูกทิ้งก็จะก่อขยะน้อยกว่าตู้เย็นทั่วไป
ขณะเดียวกันยังคงมาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 ช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดค่าไฟหรืออย่างแอลซีดีทีวี Regza ได้มีการพัฒนาให้เบาลง 30% นอกจากจะลดวัสดุที่ใช้ผลิตแล้วยังลดวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์และกินไฟลดลง 30% ขณะที่เครื่องซักผ้ามีฟังก์ชัน Zero Standby Power สามารถตัดระบบไฟฟ้าออกจากวงจร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานไฟฟ้า ขณะที่เสียบปลั๊กเครื่องซักผ้าทิ้งไว้โดยเครื่องไม่ทำงาน หากเป็นเครื่องซักผ้าธรรมดาเมื่อไม่ใช้งานแต่เสียบปลั๊กไว้จะกินไฟหรืออาจเกิดความร้อนทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหายได้
ส่วนบริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) ยึดถือหลักการบริหารจัดการ โดยขอเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และได้รับความไว้วางใจจากคนในสังคมที่ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ เมื่อบริษัทเด็นโซ่ เข้ามาตั้งกิจการในประเทศไทยจึงมีแนวคิดที่จะอุทิศให้กับสังคมไทย แนวคิดการทำ CSR ต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยและสร้างให้เกิดผลกระทบอย่างสร้างสรรค์ต่อสังคมไทย บริษัท เด็นโซ่ มีแนวคิดว่าหากไม่เข้าใจวัฒนธรรมไทยจะทำให้องค์กรธุรกิจนั้นไม่สามารถทำกิจกรรม CSR อย่างยั่งยืนได้ เพราะอาจได้เพียงแค่สร้างภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่ไม่สร้างให้เกิดจิตสำนึกปลูกฝังในจิตใจ ทำให้การทำ CSR ไม่ยั่งยืนอย่าง การรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นที่ขาดไม่ได้สำหรับธุรกิจภาคการผลิต  บริษัท เด็นโซ่ จำแนกแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนี้
         1.  ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco Friendly) เป็นโครงการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานรัฐหรือองค์กรอิสระในการร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อสังเกตแต่ละโครงการของบริษัท เด็นโซ่ ในการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บริษัท เด็นโซ่ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยทำโครงการผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกเยาวชน เช่น โครงการเยาวชน เด็นโซ่ ผู้พิทักษ์ รักษ์สิ่งแวดล้อม (DENSO YOUTH for EARTH Action Project) มีเจตนารมณ์ที่สอดคล้องกับโครงการทศวรรษแห่งการศึกษานานาชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สนับสนุนโดยองค์การสหประชาชาติเพื่อสร้างจิตสำนึกและสร้างสังคมที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืน
โครงการปีแรกมีนักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจำนวน 20 คน จากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยได้ผ่านการรับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ณ ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 14 วัน รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนของชาติเห็นความสำคัญการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างการคัดแยกขยะและนำผลกำไรจากธนาคารขยะรีไซเคิลเป็นทุนสนับสนุนการเรียนการสอนในโรงเรียนต่อไป นอกจากนั้นยังสนับสนุนศูนย์ฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยจัดกิจกรรมปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนเพื่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนากระบวนการ เรียนรู้ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและชุมชน ณ โรงเรียนวัดสระจระเข้ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ความรู้และปลูกจิตสำนึกให้นักเรียน คนในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญและปัญหาสิ่งแวดล้อม
         2.  การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (Eco Management) เป็นโครงการขยายผลสู่คู่ค้าโดยใช้นโยบายการจัดซื้อ จัดหาวัตถุดิบ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนให้ผู้ส่งมอบจัดตั้งระบบจัดการสิ่งแวดล้อม เด็นโซ่ได้กำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมเรียกว่า “Eco Stage” เพื่อเป็นแนวทางให้คู่ค้าหรือผู้ส่งมอบ (Supplier) ดำเนินการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการน้ำเสีย การจัดการของเสีย อันตราย เป็นต้น โดยใช้ประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ส่งมอบวัตถุดิบด้วย หลังประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ทางเด็นโซ่ได้เชิญตัวแทนของผู้ส่งมอบเยี่ยมชมระบบจัดการสิ่งแวดล้อมของเด็นโซ่ ทำให้ผู้ส่งมอบของเด็นโซ่ส่วนใหญ่สามารถดำเนินการผ่านข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของเด็นโซ่ (Eco Stage) ในปี 2006 กำหนดให้ผู้ส่งมอบเลิกใช้สารอันตรายที่เป็นส่วนประกอบในวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน
เด็นโซ่ได้กำหนดนโยบายและกรอบเวลาให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยกเลิกใช้สารอันตราย คือ ปรอท ตะกั่ว โครเมียม และแคดเมียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบอยู่ในวัตถุดิบและอุปกรณ์ชิ้นส่วนภายในปี 2010 ทำให้การพิจารณาจัดซื้อจากผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหม่ต้องคำนึงถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยคัดเลือกเฉพาะผู้ส่งมอบที่ผ่านเกณฑ์ของเด็นโซ่เท่านั้น  นโยบายการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของเด็นโซ่แสดงถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าบริษัทเด็นโซ่ต้องการคู่ค้าที่มีนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานเพื่อแสดงให้ลูกค้าทราบว่าวัตถุดิบที่เด็นโซ่นำมาผลิตสินค้ามาจากแหล่งผลิตที่มีระบบจัดการที่มีคุณภาพและปราศจากสารพิษ
         3.  โรงงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (Eco Factory) โดยทำโครงการที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตอย่าง โครงการปล่อยของเสียให้เป็นศูนย์ (Zero Emission) ที่นำของเสียจากกระบวนการผลิตไปรีไซเคิลหรือนำไปใช้ประโยชน์แทนการฝังกลบ (Landfill) อย่างการนำของเสียไปรีไซเคิลเป็นเชื้อเพลิงหรือวัสดุทดแทน โดยคำนึงถึงผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองจึงกำหนดเป้าหมายลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุที่เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้เด็นโซ่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกากของเสียอันตรายจากกระบวนการผลิต รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและลดผลกระทบที่เกิดต่อสุขอนามัยของพนักงาน โดยเฉพาะสารระเหยประเภท Xylene, Toluene ที่อยู่ในสีทินเนอร์
บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะลดกากของเสียอันตรายให้ได้ 75% การลดใช้น้ำเนื่องจากคาดการณ์ถึงแนวโน้มความต้องการทรัพยากรน้ำของภูมิภาคเอเชียในอนาคต บริษัทจึงคำนึงถึงความจำเป็นในการประหยัดใช้น้ำ โดยกำหนดเป้าหมายลดการใช้น้ำ 15% ภายในปี 2010 (เทียบกับปี 2005) ด้วยหลักการ Reduce และ Reuse
         4.  โลจิสติกส์ (Rationalization Logistics) โดยปรับปรุงการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Returnable Box) แทนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นกล่องกระดาษที่ใช้ได้ครั้งเดียว เด็นโซ่ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2001 เมื่อปี 2005 กลุ่มบริษัท เด็นโซ่ สามารถลดการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษหรือไม้ทั้งหมด ประมาณ 107 ตัน
         5.  ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Product) เด็นโซ่มีนโยบายลดสารอันตรายที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสารอันตราย 4 ชนิดได้แก่ ปรอท, ตะกั่ว, โครเมียม (6+) และแคดเมียม บริษัทกำหนดเป้าหมายการยกเลิกสารอันตรายทั้งหมดในปี 2007 เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม สายผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย ระบบปรับอากาศรถยนต์ ระบบควบคุมเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนจักรยานยนต์และเครื่องจักรในงานก่อสร้าง โดยจัดหาชิ้นส่วนให้กับลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการ รวมถึงการทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถรักษาสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัตถุที่สามารถนำไปรีไซเคิลและไม่ใช้วัตถุมีพิษ
รูปที่ 6 แนวคิดออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Design for Environment)

องค์กรที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้นำด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจระยะยาวอย่าง โคคา-โคลา ผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมรายใหญ่ระดับโลก ประกาศว่า "Water Stewardship" (การพิทักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ) คือ หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้เนื่องจากน้ำเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่สำคัญที่สุดของโคคา-โคลา ใช้น้ำปริมาณมหาศาลจากแหล่งน้ำทั่วโลก (300,000 ล้านลิตรต่อปี) ถ้าหากไม่สนใจหรือมองข้ามปัญหาทรัพยากรน้ำร่อยหรอที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสภาวะโลกร้อน นั่นคือ อนาคตข้างหน้าโคคา-โคลา อาจไม่สามารถทำธุรกิจเดิมได้เมื่อไม่มีน้ำหรือราคาน้ำอาจแพงมากจนไม่คุ้มค่าที่จะผลิตน้ำอัดลมขายได้ ด้วยเหตุนี้โคคา-โคลา ได้ส่งเสริมและอุดหนุนมาตรการพิทักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำทั่วโลกทุกระดับตั้งแต่ระดับภูมิภาค ระดับประเทศไปจนถึงระดับท้องถิ่น โดยมีมาตรการให้ชุมชนมีบทบาทร่วมดูแลรักษาแหล่งน้ำและคุณภาพชีวิตที่ดี
เนื่องจากหากชุมชนต้นน้ำในชนบทอยู่ไม่ได้ที่สุดแล้ว"ชุมชนปลายน้ำ" ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือบริษัทก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะโคคา-โคลา เป็นบริษัทที่อยากทำดีเพื่อสังคมโดยไม่คิดถึงตัวเอง แต่เป็นเพราะตระหนักแล้วว่าความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อความอยู่รอดระยะยาว อันที่จริงหนทางของโคคา-โคลายังอยู่อีกยาวไกลก่อนที่จะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ชุมชนท้องถิ่นและเอ็นจีโอส่วนใหญ่ว่าเป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่มุ่งแต่สร้างภาพเท่านั้น ในปี 2007 บริษัทประกาศเป้าหมายที่จะเป็นบริษัท "Water Neutral" หมายถึงชดเชยน้ำที่ใช้ไปในการผลิต 100% กลับคืนสู่แหล่งน้ำ โดยสร้างมาตรการต่าง ๆ  ด้วย 3R  ได้แก่ Reduce, Recycle, Replenish ร่วมกับ World Wildlife Fund (WWF)
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกว่านั้น คือ ข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาระดับท้องถิ่น ไม่ใช่ปัญหาระดับโลกเหมือนกับปัญหาการปล่อยคาร์บอน นั่นคือ บริษัทที่ปล่อยคาร์บอนมากสามารถไปซื้อ Carbon Offset เมืองอื่นหรือประเทศอื่นเพื่อเป็น Carbon Neutral ได้ เพราะการบรรเทาปัญหาขึ้นอยู่กับผลรวม เช่น ทั้งโลกต้องลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้ x ตันแต่ละปี เป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดว่าจะไปลดคาร์บอนที่ไหนบ้างแต่ทำแบบนี้กับเรื่องน้ำไม่ได้ ถ้าโรงงานบรรจุขวดของโคคา-โคลา ในรัฐเคราลาประเทศอินเดียใช้น้ำมากจนเบียดบังชาวบ้าน ทำให้พวกเขาเดือดร้อนเพราะไม่มีน้ำใช้ โคคา-โคลา ต้องชดเชยน้ำที่โรงงานนั้นเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่สามารถไปชดเชยน้ำที่ประเทศอื่นเพื่อแก้ปัญหาของชาวอินเดียได้
ปัญหาการขาดแคลนน้ำบาดาลในเคราลาหลังจากที่โคคา-โคลา เปิดโรงงานบรรจุขวด รวมทั้งผลการตรวจสอบพบสารฆ่าแมลงในผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นสาเหตุหลักที่รัฐบาลประกาศห้ามการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โคคา-โคลา เมื่อต้นเดือนกันยายนปี 2006 ก่อนที่จะถูกศาลตัดสินให้ยกเลิกคำสั่งในปลายเดือนเดียวกันหลังจากที่บริษัทยื่นประท้วงต่อศาล แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพักก่อนที่โคคา-โคลา จะสามารถพิสูจน์ความจริงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม การมองความรับผิดชอบดังกล่าวว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อธุรกิจระยะยาวจัดเป็นแนวคิดที่ดีกว่าการอ้างตัวว่าเป็นบริษัทที่ดีตามระเบียบหรือกฎหมายข้อบังคับ
แม้ว่าประเด็นการจัดซื้อสีเขียว (Green Purchasing) เป็นประเด็นที่กล่าวถึงไม่นาน ผลสำรวจการจัดซื้อสีเขียวในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีองค์กรราว 30% เริ่มดำเนินการจัดหาจัดซื้อที่มุ่งความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หากการจัดซื้อสีเขียวเชื่อมโยงกับปัจจัยเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวของธุรกิจย่อมนำไปสู่ผลประกอบการที่ดีขึ้นซึ่งส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการจัดซื้อสีเขียว การสร้างกระบวนการจัดซื้อสีเขียวต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและครอบคลุมถึงผลกระทบการตัดสินใจทั้งระบบ คงไม่ใช่เพียงคิดแค่การกดราคาผู้ส่งมอบเท่านั้น ดังกรณีหลอดประหยัดไฟแบบ 23 วัตต์ ราคาประมาณ 180 บาทแพงกว่าหลอดธรรมดา 100 วัตต์ที่มีราคาเพียง 20 บาท
แต่หากมองเรื่องความคุ้มค่าแล้วหลอดประหยัดไฟซึ่งมีอายุใช้งานมากกว่าหลอดธรรมดาถึงราว 10 เท่า ขณะที่ค่าไฟถูกกว่าราวสามเท่าย่อมทำให้การเปลี่ยนมาเป็นหลอดประหยัดไฟย่อมถูกกว่าหลอดธรรมดามาก หากพิจารณาราคาอย่างเดียวย่อมทำให้การตัดสินใจกระบวนการจัดซื้อสีเขียวสวนทางกับเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์? ถ้าคิดถึงผลกระทบทั้งระบบจะพบว่าเกิดค่าใช้จ่ายแฝงในการกำจัดของเสีย รวมทั้งการจัดซื้อสีเขียวยังสนับสนุนการสร้างภาพพจน์องค์กรหรือตราสินค้าด้วย
อย่างกรณีร้านกาแฟสตาร์บัค เดิมกาแฟกับสิ่งแวดล้อมแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่สตาร์บัค มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายกาแฟตลอดและผนวกความพยายามดังกล่าวไว้ในการสร้างแบรนด์อย่างเป็นระบบ โดยล่าสุดได้มีการใช้ถุงขยะที่บางลงซึ่งสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปสู่แหล่งถมขยะ (Landfills) ถึง 750,000 ตันต่อปี เป็นการลดค่าใช้จ่ายราว 500,000 เหรียญสหรัฐต่อปี การตั้งเป้าหมายการจัดซื้อสีเขียวที่วัดผลได้และกระจายเข้าไปในระบบการจัดซื้ออย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่เช่นนั้นแล้วการจัดซื้อสีเขียวย่อมจะเป็นเพียงแค่การทำตามกระแส
กรณีศึกษาน่าสนใจอย่างวอลมาร์ท (Wal-Mart) ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาทำการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้จัดส่งสินค้าแต่ละราย เช่น อัตราส่วนปริมาณสินค้าต่อหีบห่อ อัตราส่วนการนำมาใช้ใหม่ของสินค้า อัตราการรีไซเคิล เพื่อนำข้อมูลไปตั้งเป้าหมายและดำเนินการจัดซื้อสีเขียวอย่าง การลดจำนวนหีบห่อสินค้าลง 5% ภายในปี 2013 โดยมีสินค้ากว่า 97,000 รายการเข้าร่วมระบบประเมินดังกล่าวและเลือกผู้ส่งสินค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ย่อมเป็นการสร้างแรงจูงใจที่จะให้ผู้ผลิตสินค้าพยายามลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและร่วมลงทุนสนับสนุนคู่ค้าให้ผลิตสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเครือข่ายองค์กรขนาดขนาดกลางและเล็กที่ร่วมเป็นหุ้นส่วนการดำเนินงาน
กรณีเบนแอนด์เจอรี่ ไอศกรีมยอดนิยมของสหรัฐอเมริกา ได้ยึดมั่นแนวทางบริหารด้วยการเป็นผู้ให้กับสังคมมากกว่าเป็นผู้ตักตวงผลประโยชน์จากผู้บริโภค อาทิ รับซื้อผลผลิตจากชาวไร่โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อเงินจะถูกส่งถึงมือเกษตรกรโดยตรงหรือรับซื้อส่วนผสมไอศกรีมจากองค์กรสาธารณกุศล ไม่รวมถึงการบริจาคผลกําไรก่อนหักภาษี 7.5 เปอร์เซ็นต์ให้มูลนิธิเบนแอนด์เจอร์รี่ เพื่อนำดอกผลมาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน  เบน แอนด์ เจอร์รี่ ได้ประกาศแผนทดลองนำตู้แช่เย็นปลอดสารเอชเอฟซีมาใช้เป็นครั้งแรกในอเมริกาเพื่อบรรเทาปัญหาโลกร้อน ตู้แช่ไอศกรีมแบบใหม่ที่เบน แอนด์ เจอร์รี่ นำมาใช้ ประหยัดไฟฟ้ามากกว่าตู้เย็นทั่วไป 10 เปอร์เซ็นต์
ตู้แช่ปลอดสารเอชเอฟซีที่นำมาใช้นี้จะใช้ไฮโดรคาร์บอน เช่น โพรเพน (Propane) และบูเทน (Butane) เป็นสารให้ความเย็น แต่เดิมการผลิตตู้เย็นจะใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) เป็นสารให้ความเย็น ต่อมานักวิทยาศาสตร์พบว่าสารชนิดนี้ทำลายชั้นโอโซน ทำให้อุตสาหกรรมผลิตเครื่องทำความเย็นหันมาใช้ เอฟก๊าซ เช่น HCFCs และ HFCs ทำลายโอโซนน้อยกว่า หากสำนักงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (EPA) อนุญาตให้เบน แอนด์ เจอร์รี่ ขยายการทดลองต่อไป คาดว่าบริษัทจะเปลี่ยนตู้แช่ไอศกรีมกว่า 100,000 ตู้ ภายใน 8-10 ปี ส่วนกรีนพีซหวังว่าการทดลองครั้งนี้จะเปิดประตูการใช้สารทำความเย็นแบบธรรมชาติอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา
สำหรับแมคโดนัลด์ดำเนินกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนร่วมกับผู้ส่งมอบวัตถุดิบMcDonald's works with its suppliers to promote socially responsible practices in its supply chain as part of its supply chain strategy.เพื่อส่งเสริมกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมระดับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นหนึ่งในกรอบความรับผิดชอบต่อสังคม (This is part of its wider Framework for Corporate Social Responsibility) 
อย่างการรับซื้อถั่วเหลืองที่ปลูกตามธรรมชาติเพื่อเป็นอาหารไก่ในฟาร์ม เนื่องจากผู้บริโภคชาวยุโรปต่อต้านอาหารที่เปลี่ยนถ่ายหน่วยพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ (GMO) แต่กลายเป็นว่าถั่วเหลืองจากบริษัทคาร์กิลล์ (Cargill) ผู้ส่งมอบวัตถุดิบของแมคโดนัลด์ปลูกถั่วรุกพื้นที่ป่าอะเมซอน เมื่อกรีนพีซทราบปัญหาจึงรวมกลุ่มประท้วงที่หน้าร้านแมคในยุโรปและเผยแพร่บทความชื่อ McAmazon (เมษายน 2006) บอกกล่าวเรื่องราวการทำลายป่าไม้ของแมคโดนัลด์จนแพร่หลายไปทั่วโลก
ไม่น่าเชื่อว่าคู่กรณีจะมาร่วมรณรงค์ประเด็นดังกล่าวด้วยกันได้  บ๊อบ แลงเกิร์ต รองประธานฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคมของแมคโดนัลด์ กล่าวยอมรับตั้งแต่ทราบเรื่องนี้ก็ประกาศงดซื้อถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากเขตป่าอะเมซอน พร้อมให้เวลาผู้ส่งมอบในการหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ 4 เดือนให้หลัง (วันที่ 25 กรกฎาคม ปี 2006) กรีนพีซเผยแพร่เรื่อง McVictory ลงในเว็บไซต์ พร้อมประกาศว่ากรีนพีซและแมคโดนัลด์ได้จับมือร่วมกันทำงานเพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง ปรากฏว่าปีนั้นแมคโดนัลด์ทำรายได้รวม 21.5 พันล้านดอลลาร์และกำไรสุทธิ 3.5 พันล้านดอลลาร์ถือเป็นผลสะท้อนที่รวดเร็วต่อนโยบายสีเขียวดังกล่าว
ความจริงแล้วการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของแมคโดนัลด์ไม่ได้เพิ่งทำ หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1989 แมคโดนัลด์ร่วมกับ Environmental Defense Fund (EDF) องค์กรไม่หวังผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพันธมิตรร่วมกัน ทำให้เกิดโครงการดี ๆ เช่น การพิมพ์รายงานประจำปีด้วยกระดาษรีไซเคิลจากผลิตภัณฑ์ของแมคเอง การเลิกใช้กล่องโฟม โดยแมคโดนัลด์และ EDF แสดงให้เห็นว่าการทำธุรกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสามารถทำไปด้วยกันได้เพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน 
แมคโดนัลด์มุ่งความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ การลดของเสียและรีไซเคิลกว่า 83% ของแพ็คเกจที่ทำจากกระดาษหรือไม่ก็เยื่อไม้และกำจัดส่วนที่ฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นออก ทำให้ลดปริมาณกล่องเฟรนช์ฟรายแมคโดนัลด์ในอเมริกาถึง 1,100 ตัน ในปี 2007 ได้ลดน้ำหนักถ้วยลงเหลือเพียง 32 ออนซ์ ทำให้ใช้พลาสติกเรซินน้อยลง 650 ตันและพยายามใช้วัสดุธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกเป็นอีกหนึ่งที่แมคโดนัลด์ทำอย่างแข็งขันด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น เพิ่มฉนวนกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ออกแบบอาคารประหยัดพลังงานให้ได้มาตรฐานของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) นอกจากนี้แมคโดนัลด์ยังสนับสนุนการประมงอย่างยั่งยืน(Filet-O-Fish)
ในปี 2001 แมคโดนัลค์ทำงานร่วมกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ (Conservation International) หรือ CI เพื่อพัฒนาโปรแกรมตัวชี้วัดการทำประมงอย่างยั่งยืน ทำให้ประมงกว่า 18,000 เมตริกตันหรือ 1 ใน 3 ของการซื้อขายปีนั้น โดยมีแนวโน้มเป็นประมงแบบยั่งยืนมากขึ้น CIยังช่วยแมคโดนัลด์พัฒนาระบบวัดผล การรักษาสิ่งแวดล้อมของผู้ส่งมอบแต่ละรายด้วยทั้งการใช้น้ำ การใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผู้ส่งมอบใส่ใจกับปัญหามากขึ้น ทำให้ CI ชื่นชมว่าแมคโดนัลด์เป็นหนึ่งในผู้นำการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลก โดยมุ่งดูแลให้คู่ค้าและร้านสาขาทั่วโลกปฏิบัติตามนโยบายสีเขียวของแมคโดนัลด์
กรณีศึกษาที่น่าสนใจของธุรกิจสีเขียวระดับโลก คือ The Body Shop มีแนวคิดการทำตลาดไม่เพียงยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แต่ยังคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้ The Body Shop แตกต่างจากคู่แข่งในตลาด Beauty & Cosmetics นับตั้งแต่ก่อตั้งมา  The Body Shop ได้นำแนวคิดความใส่ใจกับชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมมาสร้างสรรค์เป็นแคมเปญการตลาด โดยใช้ปัญหาสังคมเป็นประเด็นหลักไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านการทดลองกับสัตว์(Against Animal Testing) ผลักดันให้เกิดแนวคิดการช้อปปิ้งอย่างมีจริยธรรม (Ethical Shopping) ทาง Dame Anita Roddick ได้ประกาศเป็นพันธกิจกว่า 30 ปีมาแล้วว่า “การดำรงตนเป็นธุรกิจสีเขียว คือ  DNA ของ The Body Shop” โดยมุ่งบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำภายในองค์กร
โครงการสิ่งแวดล้อมได้ถูกจัดทำเพื่อรองรับแนวคิดและสนับสนุนกิจกรรมสิ่งแวดล้อม ด้วยความร่วมมือกับองค์กรอย่าง Greenpeace สร้างแคมเปญ “Save the Whale” จนเกิดภาพลักษณ์การเป็นตัวแทน “Protect the Planet” และเกิดเป็นมูลนิธิเพื่อสมทบทุนในโอกาสต่าง ๆ จนกระทั่งปี 2001 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ The Body Shop หยิบยกประเด็นความเปลี่ยนแปลงบรรยากาศมาเป็นเป้าหมายในงานสิ่งแวดล้อม โดยจับมือกับพันธมิตรอย่างกรีนพีซ (Greenpeace) ให้ร้านค้าและสำนักงานในประเทศอังกฤษของ The Body Shop เปลี่ยนมาใช้รูปแบบพลังงานเรียกว่า Ecotricity ผลิตมาจากพลังงานทดแทนพร้อมกับบุกเบิกแนวทางการใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล โดยขวด PET บรรจุผลิตภัณฑ์ทั้งหมดทำมาจากวัสดุรีไซเคิล 100% 
ทาง The Body Shop ถือเป็นแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกแบรนด์แรกที่สามารถเสนอทางเลือกแนวคิดสีเขียวกับผู้บริโภค ในปี 2008 ทาง The Body Shop ได้สั่งให้สาขาร้านค้าทั่วโลกเปลี่ยนจากการใช้ถุงพลาสติกมาเป็นถุงกระดาษ พนักงานร้านจะประชาสัมพันธ์ถุงผ้า (Bag For Life) ที่ใช้ได้นานกว่าไปด้วย โดยจะถามลูกค้าทุกครั้งที่ซื้อสินค้า เพราะมองว่า “แม้ว่าถุงกระดาษจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องทิ้งถุงเลย นั่นคือ หนทางที่ดีที่สุด”
ความท้าทายครั้งสำคัญของ The Body Shop คือ การประกาศเป็น “Carbon Neutral Retailer” ภายในปี 2010 เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและหาทางออกให้ทุกกระบวนการทำงานใช้พลังงานทดแทนมากที่สุด โดยมุ้งเน้นไปที่ประเด็นการใช้พลังงานไฟฟ้าในร้านจำหน่ายสินค้า สำนักงาน โกดังจัดเก็บสินค้า ระบบจัดส่งสินค้าและการเดินทางโดยเครื่องบิน  ส่วน “ประสิทธิภาพ” เป็นอีกหนึ่งแนวคิดสำหรับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของ The Body Shop ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ตัวเลข 93% ของระบบการจัดส่งทางรถยนต์ได้ใช้รถยนต์ไฮบริดเป็นหลัก แต่ทาง The Body Shop กลับไม่หยุดอยู่ที่การหันมาใช้รถไฮบริดเท่านั้น เพราะเป้าหมายการลดพลังงาน คือ ลดการใช้พลังงานโดยที่ไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการเป็น Carbon Neutral Retailer ภายในปี 2010 น่าจะเป็นอีกความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญสำหรับธุรกิจ Beauty & Cosmetics อย่าง The Body Shop ที่มุ่งปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมโลก  การทำ CSR แบบยั่งยืนจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมมากกว่าการแสวงหาผลกำไรหรือยอดขายเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่ดีอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
          1. Joel Makower, Strategies for the Green Economy: Opportunities and Challenges in the New World of Business, McGraw-Hill, 2009.
          2. Thorne, Debbie M., O.C. Ferrell, and Linda Ferrell, Business and Society: A Strategic Approach to Social Responsibility, Houghton Mifflin Company, 2008.
          3. Toyota Motor Corporation, Green Purchasing Guideline, March 2006.
          4. โกศล ดีศีลธรรม, โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานสำหรับการแข่งขันยุคใหม่, สำนักพิมพ์ฐานบุ๊คส์, 2551.
          5. http://www.bangkokbiznews.com
          6. http://www.brandage.com
          7. http://www.businessthai.co.th
          8. http://www.csrthailand.net
          9. http://www.denso.co.th/
          10. http://www.green.in.th
          11. http://www.mbanewsthailand.com/2010/05/mba-csr-china/
          12. http://mba.nida.ac.th
          13. http://www.mcthai.co.th/
          14. http://www.positioningmag.com
          15. http://www.prachachat.net
          16. http://www.thailca.com
          17. http://www.toyota.co.jp/en/environment/vision/green/pdf/all.pdf
          18. http://www.toyota.co.th/sustainable_plant/sustainable.html

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

WARPLANES


Language : English

Lean Six Sigma for the Office

Lean Six Sigma for the Office 
CRC | 2008-10-30 | ISBN: 1420068792 | 344 pages | PDF | 4,6 MB


Historically, the integration of manufacturing methodologies into the office environment has proven to be problematic. Part of the difficulty lies in the fact that process workflows tend to be globally dispersed and thus rely heavily on information technology. But in complex service systems that contain a mix of employees, consultants, and technology, standardized protocols have been shown to reduce cycle time and transactional cost as well as improve quality.

The successful application of Lean methodologies to improve process workflows is an efficient way to simplify operations and prevent mistakes. In Lean Six Sigma for the Office, Six Sigma guru James Martin presents proven modifications that can be deployed in offices, particularly those offices involved with global operations. Making use of Kaizen and Six Sigma concepts, along with Lean manufacturing principles, this book instructs managers on how they can improve operational efficiency and increase customer satisfaction.

Theauthor brings experience gleaned from his application of these methodologies in a myriad of industries to create a practical and hands-on reference for the office environment. Using a detailed sequence of activities, including over 140 figures and tables as well as checklists and evaluation tools, he demonstrates how to realize the rapid improvement of office operations, and how to eliminate unnecessary tasks through value stream mapping (VSM).

The book also emphasizes the importance of strategic alignment of Kaizen events and the impact of organizational culture on process improvement activities. Latter chapters in the book discuss key elements of a change model in the context of transitional improvements as they relate to the process owner and local work team. By applying the proven principles found in this book, effective and sustainable organizational change can be accomplished, efficiency can be improved, and mistakes can be eliminated.


7 ขั้นตอนการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับ


การปฏิบัติการโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะสนใจการกระจายสินค้ามากกว่า เนื่องจากไม่มีในภาคทฤษฎี ไม่มีกฎหรือวิธีสอนหรือปฏิบัติให้เห็นผล


ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นเฉพาะการเสริมสร้างประสิทธิภาพของกิจกรรมโลจิสติกส์ในทิศทางจากต้นน้ำไปยังปลายน้ำเพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ของลูกค้าเป็นหลัก ขณะที่เทคนิคการจัดการโลจิสติกส์ส่วนใหญ่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับการเคลื่อนย้ายสินค้าไปในทิศทางข้างหน้า (Forward Logistics) น้อยคนนักที่จะรู้จักคำว่า โลจิสติกส์ย้อนกลับ
โลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) ก็คือ กระบวนการจัดการสินค้าย้อนกลับจากลูกค้ามายังผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเรียกกลับสินค้าคืน สินค้าเสียหาย สินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือ สินค้าหมดอายุใช้งาน
      โลจิสติกส์ย้อนกลับ เกี่ยวข้องกับกระบวนการวางแผน ปฏิบัติ และควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้าและข้อมูลข่าวสารจากปลายทาง ซึ่งได้แก่ ผู้บริโภค ย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
      กระบวนการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับรายการสินค้ามากกว่าการขนส่งขาไป แต่ถ้ามีความรอบคอบแล้วจะพบว่าการบริหารการขนส่งสินค้าย้อนกลับจะช่วยลดต้นทุน รักษาผลประโยชน์ให้องค์กร และปรับปรุงการบริการลูกค้าได้ ขั้นตอนทั้ง 7 ข้ออาจจะช่วยปรับปรุงเรื่องการปฏิบัติงานสินค้าย้อนกลับได้  
1.    จัดศูนย์กลางการปฏิบัติงานย้อนกลับ
พนักงานจำนวนมากและแผนกหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานสินค้าเที่ยวกลับ มักจะไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน ดังนั้นจึงควรมีศูนย์กลางปฏิบัติงานโดยตรงกับสินค้า รวมทั้งการจัดระเบียบรูปแบบ บุคลากร และกระบวนการเพื่อการดำเนินงานเป็นไปได้โดยสะดวก
2. แต่งตั้งผู้นำ
การขนส่งสินค้าย้อนกลับ มักเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้จัดการแผนก เช่น แผนกบริการลูกค้า การบริการแวร์เฮาส์ การซ่อมบำรุง และการเงิน เมื่อมีสินค้าคืนจำนวนน้อย ทำให้แผนกที่เกี่ยวข้องรู้สึกเสียเวลาในการจัดการ เพราะว่าสินค้ากลับคืนเป็นปัญหาของคนอื่นไม่ใช่ปัญหาหรือความผิดของตนเอง ส่วนมากจึงเก็บงานนี้ไว้ทำทีหลัง การแต่งตั้งผู้นำอาวุโสที่มีอำนาจตรวจสอบและบริหารงานทั้งหมดรวมถึงงบประมาณ จะช่วยให้มีการเปลี่ยนแปลงและบริหารงานสินค้าเที่ยวกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. จัดกระบวนการธุรกิจใหม่
ในการขนส่งสินค้าย้อนกลับส่วนมากแล้วจะใช้เวลานาน ความยุ่งยากทำให้เพิ่มระยะเวลาการนำสินค้ากลับให้มากขึ้นอีก การนำสินค้ากลับมีวิธีซับซ้อน และมีการจัดการสินค้าหลายขั้นตอน ระบบ ERP อาจไม่สามารถช่วยเรื่องการขนส่งสินค้ากลับได้ โดยเฉพาะสินค้าจำนวนมาก กระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็วและแก้ไขปัญหาสินค้าคืนของลูกค้าได้ และยังช่วยทำให้บริษัทมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากการขนส่งสินค้าเที่ยวกลับ
4. เชื่อมโยงกระบวนการขนส่งเที่ยวกลับ
ความยุ่งยากมักจะเกิดขึ้นในขั้นตอนการส่งมอบงานระหว่างกลุ่ม ทำให้เกิดปัญหาการจัดการข้อมูลและสินค้า สำหรับปัญหาภายในเกิดจากพนักงานหาข้อมูลในระบบที่ซ้ำซ้อนและเจรจาต่อรองกับผู้รับงานภายนอก ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการจัดการที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกลุ่มได้อัตโนมัติและสั่งการเพียงครั้งเดียว เพื่อส่งต่อสินค้าและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมโยงจะช่วยลดปัญหาหรือข้อผิดพลาด และยังลดการเจรจาต่อระหว่างกลุ่ม
5. รวบรวมข้อมูลที่ถูกต้อง
การเก็บข้อมูลที่ไม่ได้ประสิทธิภาพสำหรับสินค้าส่งคืนรวมถึงช่องว่างการสื่อสารและความผิดพลาดทำให้สิ้นเปลืองและการปฏิบัติงานไม่ถูกต้อง การเก็บข้อมูลอย่างละเอียดและรอบคอบในขั้นตอนการส่งคืนสินค้ารวมถึงการตรวจสอบสินค้าเหมือนเป็นงานที่เพิ่มขึ้น แต่จะเห็นผลในเรื่องการลดต้นทุนการขนส่งในอนาคต
6. ใช้การตรวจสอบแบบ real-time
การตรวจสอบสถานภาพสินค้าในกระบวนการต่างๆ เป็นเรื่องยากและเสียเวลา การใช้ระบบตรวจสอบแบบ Real-time จะช่วยเรื่องการรับรู้สถานภาพสินค้าตลอดกระบวนการ ทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (3PL) หรือลูกค้า ทั้งหมดสามารถเห็นหนทางแก้ไขปัญหาโดยทันที โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปติดต่องาน ส่งอีเมล์ หรือโทรศัพท์ติดต่องาน
7. ป้องกันก่อนเกิดปัญหา
การทำงานที่สร้างความตึงเครียดคือปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยทันที ดังนั้นจึงควรมีการเตรียมตัวรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น และจัดทำเป็นแผนงานเร่งด่วนเพื่อให้สามารถทำงานเพียงครั้งเดียวและแก้ไขได้โดยอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความตึงเครียดและช่วยปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นซ้ำอีกจึงสามารถแก้ไขได้โดยอัตโนมัติ   
ขั้นตอนทั้ง 7 ข้อดังที่กล่าวข้างต้นให้ข้อคิดว่า ผู้ประกอบการควรบริหารธุรกิจแทนที่จะบริหารกระบวนการทำงาน และพนักงานในระดับอาวุโสควรจะต้องบริหารงานแทนที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะการแก้ไขปัญหาลูกค้าเป็นเรื่องที่ใช้เวลา เมื่อผู้ประกอบการได้ปฏิบัติตามขั้นตอนทั้ง 7 ข้อแล้ว พนักงานระดับอาวุโสจะมีเวลามากขึ้นพร้อมที่จะปฏิบัติงานประจำวัน

แปลและเรียบเรียงจากบทความของ Paul Rupnow, Director, Reverse Logistics Solutions จาก Andlor Logistics Systems Inc.

ความพร้อมและการปรับตัวของผู้นำเข้า – ส่งออกต่อ AEC

การประเมินความพร้อมและความสามารถในการปรับตัวของผู้นำเข้า-ส่งออกของไทยต่อการเปิดเสรีการค้าภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)


1. บทนำ

ในบทความฉบับนี้ ผมจะทำการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกลุ่มสินค้าอาหาร (สดและแปรรูป) ซึ่งถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยจะมีศักยภาพมากในหลายประเทศ แต่ศักยภาพดังกล่าวค่อยๆ ลดลงเนื่องจากรูปแบบของการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปและการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะได้สรุปสถานการณ์ของอุตสาหกรรมกลุ่มสินค้าอาหารดังกล่าวเพื่อให้เห็นภาพรวมและจะได้ประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างๆในตลาดโลก รวมทั้งจะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าของไทยกับประเทศคู่ภาคี โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าภายใต้กรอบการกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างสมบูรณ์
เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศมีการเติบโตและการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการแข่งขันกันส่งสินค้าที่ตนเองมีความถนัด เชี่ยวชาญและมีขีดความสามารถในการแข่งขันซึ่งเป็นไปตามทฤษฏีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน ดังนั้นการวิเคราะห์ศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่จะส่งสินค้าออกไปแข่งขันยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไทยได้มีการจัดข้อตกลงการค้าเสรีอยู่ด้วยนั้น ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับสินค้าของไทยจะทำให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนสามารถกำหนดกลยุทธ์การเข้าตลาดและการแข่งขันกับสินค้าคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ขณะที่หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ อาทิ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศสามารถวางยุทธศาสตร์การเปิดตลาด การเจรจาและการกำหนดท่าทีได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับประเทศคู่ค้าและสภาพความเป็นจริง
ขณะที่การระบุประเภทและชนิดของสินค้าที่มีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์หรือเครื่องมือวิเคราะห์หลายประเภท ทั้งในเชิงเศรษฐศาสตร์และเชิงบริหารธุรกิจ อาทิ การใช้แบบจำลอง BCG Matrix การวิเคราะห์ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ แบบจำลองแรงกดดัน 5 ประการของศาสตราจารย์ Michael E. Porter และการวิเคราะห์ความได้เปรียบในการแข่งขันของชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อให้ผลการศึกษามีความเป็นพลวัฒน์และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมต่าง ๆ การศึกษาครั้งนี้ ได้นำข้อมูลทุติยภูมิและข้อมูลปฐมภูมิเข้ามาวิเคราะห์ โดยเอาผลการสำรวจทัศนคติ ความคิดเห็นและการวิเคราะห์ทิศทางและการเปลี่ยนแปลงของแต่ละอุตสาหกรรมเข้ามาบูรณการในการศึกษาครั้งนี้ด้วย
ผลจากการศึกษาพบว่าสินค้าส่งออกของไทยที่มีศักยภาพและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ได้แก่ 1. กลุ่มอาหาร (สดและแปรรูป) 2. กลุ่มสิ่งทอ 3. กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม 4. กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 5. กลุ่มเหล็กและผลิตภัณฑ์ 6. กลุ่มพลาสติก 7. กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ 8. ยางพาราและผลิตภัณฑ์ 9. กลุ่มเซรามิก 10. กลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น 11. กลุ่มกระดาษและเยื่อกระดาษ 12. กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า 13. กลุ่มน้ำตาล ข้าว และธัญพืช 14. กลุ่มเครื่องจักรกล และ 15. กลุ่มหัตถอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งกลุ่มสินค้าดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งครอบคลุมกลุ่มผู้ส่งออกของไทย ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อม

2. ศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกลุ่มสินค้าอาหาร (สดและแปรรูป)

ในปี พ.ศ.2552 ภาวะการผลิตของอุตสาหกรรมอาหารมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น ทำให้มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และจากภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและตลาดภายในประเทศที่ยังคงมีการทรงตัวในระดับต่ำ ส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุนในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาในภาพรวมปรากฏว่า มีการขยายตัวของกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2551 ร้อยละ 5.8 สอดคล้องกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นทั้งในรูปปริมาณและมูลค่าของวัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เช่น สัตว์น้ำแช่เย็นแช่แข็ง และกึ่งสำเร็จรูป ได้แก่ ปลาทูน่า กุ้ง และสัตว์น้ำอื่น ๆ ปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6 และจากนโยบายของภาครัฐบาลในการสนับสนุนโครงการครัวไทยสู่ครัวโลกทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรส และสมุนไพรเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1 
ภาวะการผลิตของอุตสาหกรรมอาหารในภาพรวมปี 2552 คาดว่า จะปรับตัวลดลงจากปีก่อนร้อยละ 1.3 เนื่องจากการผลิตในหลายสินค้า ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก และทยอยปรับฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาสที่ 3-4 โดยระดับราคาสินค้าในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงในเกือบทุกสินค้า ยกเว้นน้ำตาล ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศผู้ผลิตสำคัญหลายประเทศประสบปัญหาด้านวัตถุดิบ จากภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอย่างจีน ประสบปัญหาความปลอดภัยของอาหารที่ประเทศนำเข้าตรวจสอบพบสารตกค้างและสิ่ง ปลอมปนในอาหารจนเกิดวิกฤตความปลอดภัยทั้งในสินค้าประเภทประมง และปศุสัตว์ ทำให้ประเทศนำเข้าหันมานำเข้าสินค้าอาหารจากไทยทดแทนเพิ่มขึ้น สำหรับภาวะการผลิตอุตสาหกรรมอาหารในแต่ละกลุ่ม มีดังนี้
กลุ่มปศุสัตว์ สินค้าสำคัญ คือ ไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูป ภาพรวมปี พ.ศ.2552 คาดว่า จะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย ร้อยละ 0.9 เป็นผลจาก สหภาพยุโรป ได้ยกเลิกการนำเข้าไก่เนื้อจากจีน ทำให้ภาวะการแข่งขันของไก่ไทยภายใต้โควตาของ สหภาพยุโรป ลดลง ประกอบกับตลาดญี่ปุ่นและตลาดใหม่ในแถบตะวันออกกลางให้การรับรองเริ่มนำเข้า ไก่จากไทยเพิ่มขึ้นหลังจากโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ของไทยได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาเปรียบเทียบไก่ของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง
กลุ่มประมง สินค้าสำคัญ คือ กุ้งและผลิตภัณฑ์จากกุ้ง ภาพรวมปี พ.ศ.2552 ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ผลิตภัณฑ์จากปลาทูน่า ปรับตัวลดลง ทำให้ในภาพรวมคาดว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.7 เนื่องจากการผลิตกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ที่เป็นสินค้าหลักได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากจากปริมาณวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และตลาดส่งออกหลักนำเข้าเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA) ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าประมงไปญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับตลาดสหรัฐฯ เริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัวของการบริโภคสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น
กลุ่มผักผลไม้ ภาพรวมของการผลิต ปี พ.ศ.2552 คาดว่า จะปรับตัวลดลงร้อยละ 14.7 จากการผลิตลดลงของสินค้าสำคัญในกลุ่ม คือ สับปะรดกระป๋อง เนื่องจากวัตถุดิบมีปริมาณลดลงจากปีก่อน และความต้องการของตลาดต่างประเทศปรับตัวลดลง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง

ผลิตภัณฑ์นม ธัญพืชและแป้ง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป การผลิตในปี พ.ศ.2552 คาดว่า จะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 13.9 และ 2.7 จากระดับราคาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์นม ข้าวและแป้งสาลี โดยผลผลิตในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ส่งผลต่อต้นทุนที่ปรับตัวลดลง
น้ำมันพืช การผลิตในปี พ.ศ.2552 คาดว่า จะปรับตัวลดลงร้อยละ 7.8 เนื่องจากระดับราคาที่สูงขึ้นในช่วงต้นปี ทำให้ผู้บริโภคชะลอการบริโภคลง ต่อมาระดับราคาได้ปรับลดลงตามระดับราคาธัญพืชในตลาดโลก ทำให้ผู้ผลิตปรับลดราคาจำหน่ายในประเทศลง ส่งผลต่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ขณะที่ผลผลิตบางส่วนได้นำไปผลิตเป็นพลังงานทดแทน เนื่องจากระดับราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรกทำให้การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น แต่เมื่อระดับราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นช่วงปลายปี จนทำให้การขยายตัวของการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทดแทนได้ปรับราคาสูงขึ้น



3. การส่งออกของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์กลุ่มสินค้าอาหาร
ภาพรวมการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารในปี พ.ศ.2552 จะลดลงในเชิงปริมาณ ร้อยละ 8.1 แต่จากการลดลงของระดับราคาสินค้าในตลาดโลก ส่งผลให้การส่งออกจะลดลงในเชิงมูลค่าในรูปเงินบาทร้อยละ 5.2 และในรูปเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 8.3 โดยการส่งออกได้ลดลงในทุกตลาด ตลาดส่งออกที่ลดลงมากที่สุด คือ สหภาพยุโรป รองลงมา คือ กลุ่มอาเซียน ญี่ปุ่น อาฟริกา สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง สำหรับการส่งออกในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ มีดังนี้
กลุ่มผลิตภัณฑ์ประมง ภาพรวมปริมาณการส่งออกในปี พ.ศ.2552 มีการปรับตัวลดลงร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2551 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 โดยมีปลาทูน่ากระป๋องและแปรรูป เป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.8 ส่วนมูลค่าการส่งออก พบว่า มีมูลค่าลดลงทั้งในรูปเงินบาท และเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 2.5 และ 5.3 ตามลำดับ โดยเป็นการส่งออกลดลงในตลาดญี่ปุ่น และ สหภาพยุโรป ขณะที่ตลาดหลักเดิมอย่างสหรัฐอเมริกาขยายตัวดีขึ้นในสินค้ากุ้ง เนื่องจากปัญหาการเรียกเก็บ AD เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคของ สหรัฐ เริ่มมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น
กลุ่มผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ ภาพรวมการส่งออกในปี พ.ศ.2552 มีปริมาณการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 และมูลค่าในรูปเงินบาทขยายตัวร้อยละ 2.4 แต่ปรับลดลงในรูปเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 1.1 โดยเป็นการขยายตัวของสินค้าผักผลไม้สดและแห้งมากกว่าในรูปของกระป๋องและแปรรูป และเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดหลัก คือ ประเทศจีน และกลุ่มอาเซียน
กลุ่มผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ สินค้าหลัก คือ ไก่และสัตว์ปีก คาดว่า ในปี พ.ศ.2552 ภาพรวมปริมาณการส่งออกจะลดลงร้อยละ 2.2 และมูลค่าทั้งในรูปเงินบาทและเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 6.5 และ 9.1 เนื่องจากระดับราคาสินค้าปรับลดลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่ชะลอตัวลง ตั้งแต่ช่วงต้นปี
ในปี พ.ศ.2547 ภาวะการส่งออกโดยรวมของอุตสาหกรรมอาหารมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2546 ร้อยละ 9.0 หรือส่งออกเป็นมูลค่า 10,278.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าอาหารส่วนใหญ่ส่งออกในมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.2 เป็นผลจากการผลักดันระดับราคาในตลาดโลก และส่งออกได้มากเป็นประวัติการณ์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.7 จากการเปิดตลาดจีนเพิ่มขึ้นตามข้อตกลงการทำเขตการค้าเสรี ผลไม้กระป๋องและแปรรูป โดยเฉพาะสับปะรดกระป๋อง แม้ว่าปริมาณการส่งออกจะลดลง แต่ระดับราคาที่สูงขึ้นทำให้มูลค่าการส่งออกโดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 สินค้าประมง (ไม่รวมกระป๋องและแปรรูป) มีมูลค่าไม่แตกต่างจากปี พ.ศ.2546 

ส่วนอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 ส่วนใหญ่เป็นผลจากระดับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับสินค้าอาหารที่ส่งออกลดลง ได้แก่ น้ำตาลทรายและกากน้ำตาล มูลค่าส่งออกลดลงร้อยละ 10.4 เนื่องจากการปรับตัวของระดับราคาตลาดโลกที่ตกต่ำลง ส่วนหนึ่งมาจากการอุดหนุน การส่งออกของสหภาพยุโรป ซึ่งในอนาคตราคาอาจปรับตัวสูงขึ้นได้ เนื่องจากองค์การการค้าโลกได้ประกาศให้สหภาพยุโรปยกเลิกการอุดหนุน และผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ โดยเฉพาะไก่สดแช่เย็นแช่แข็งไม่สามารถส่งออกได้เนื่องจากผลกระทบของการระบาดของโรคไข้หวัดนก ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยากับประเทศนำเข้าหลัก คือ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ประกาศห้ามนำเข้าจนกว่าจะสามารถกำจัดได้หมด แต่นำเข้าไก่แปรรูปทดแทน ทั้งนี้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.5 โดยภาพรวมทั้งหมวดปศุสัตว์ลดลงร้อยละ 44.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน

4. แนวโน้มของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์กลุ่มสินค้าอาหาร
      แนวโน้มการผลิตอุตสาหกรรมอาหารในภาพรวมปี พ.ศ.2553 คาดว่า จะขยายตัวจากปี พ.ศ.2552 ร้อยละ 2.9 ขณะที่การคาดการณ์การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารในภาพรวมปี พ.ศ.2553 ในเชิงมูลค่าในรูปเงินบาทจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 และในรูปเงินเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.1 แต่หากไม่รวมการส่งออกข้าว ภาพรวมการส่งออกจะขยายตัวในเชิงมูลค่ารูปเงินบาทและเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.3 และ 9.8 โดยมีปัจจัยภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวของสหรัฐอเมริกา และประเทศผู้นำเข้าทั้งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การผลิตและการส่งออกของไทยในสินค้าอาหารเพิ่มขึ้น
      ขณะเดียวกันยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การประกาศลดค่าเงินของประเทศคู่แข่งและการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศของผู้บริโภคที่ยังชะลอการจับจ่ายใช้สอย การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกรอบใหม่ ภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ และมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบต่าง ๆ ที่ประเทศผู้นำเข้าจะประกาศใช้ในอนาคต นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังการประกาศมาตรการกีดกันรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของแรงงาน ซึ่งจะทยอยประกาศใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ นอกจากนี้การเร่งแก้ไขปัญหาความปลอดภัยของอาหารที่จีนเคยถูกปฏิเสธการนำเข้า เริ่มกลับมาส่งออกได้ อาจส่งผลต่อการแข่งขันกับสินค้าไทยได้ในอนาคต สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มการผลิตและการส่งออกในปี พ.ศ.2553 ในแต่ละกลุ่ม มีดังนี้
      กลุ่มผลิตภัณฑ์ประมง แนวโน้มการผลิตในปี พ.ศ.2553 คาดว่า จะขยายตัวจากปีก่อนประมาณร้อยละ 7.0 สำหรับการส่งออก คาดว่า จะมีการขยายตัวในเชิงปริมาณร้อยละ 4.2 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2552 ที่หดตัวร้อยละ 3.9 ส่วนในเชิงมูลค่าคาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 5.2 ในรูปเงินบาทและร้อยละ 6.6 ในรูปเหรียญสหรัฐ โดยจะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของการส่งออกปลาทูน่ากระป๋องและแปรรูป ในส่วนกุ้งแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป อาจจะลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.8 ในรูปเงินบาท และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ในรูปเหรียญสหรัฐ
      กลุ่มผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ แนวโน้มการผลิตในปี พ.ศ.2553 คาดว่า จะเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.5 สำหรับการส่งออก คาดว่า จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณ และในเชิงมูลค่าทั้งในรูปเงินบาทและเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 6.6 6.9 และ 8.5 ตามลำดับ
      กลุ่มผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ แนวโน้มการผลิตในปี พ.ศ.2553 คาดว่า จะขยายตัวร้อยละ 4.5 สำหรับการส่งออก คาดว่า จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณร้อยละ 6.5 ในเชิงมูลค่าจะขยายตัวร้อยละ 9.1 ในรูปเงินบาท และร้อยละ 10.7 ในรูปเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากได้รับผลดีจากการรับรองโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ของไทยจากประเทศญี่ปุ่นและตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น รวมถึงผลจากความตกลง JTEPA ประกอบกับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้ภาพรวมการส่งออกไก่เนื้อของไทยขยายตัวได้เพิ่มขึ้น
      น้ำมันพืชและผลิตภัณฑ์นม แนวโน้มการผลิตน้ำมันพืชในปี พ.ศ.2553 คาดว่า จะปรับเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจของไทย และราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบกับราคาปาล์มน้ำมันที่เริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่กลางช่วงไตรมาส 3 ของปี พ.ศ.2551 จนกระทั่งต้นปี พ.ศ.2552 นอกจากนี้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ระดับราคาปาล์มน้ำมันอาจปรับลดลงอีกในช่วงปลายปี 2552 ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ส่วนผลิตภัณฑ์นมเนื่องจากการปรับราคาน้ำนมดิบในปี พ.ศ.2552 เริ่มส่งผลต่อระดับราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมที่ปรับเพิ่มขึ้น อาจทำให้ความต้องการบริโภคนมลดลง ส่งผลให้การผลิตอาจปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 4.0
      แนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมอาหารปี พ.ศ.2552 คาดว่าทั้งภาคการผลิตและการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารยังคงเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2551โดยมีปัจจัยต่าง ๆ สนับสนุน ดังนี้
      - การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจไทยและของโลกมีแนวโน้มขยายในลักษณะทรงตัว ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้นด้วย
      - การเร่งผลักดันโครงการครัวไทยสู่โลกของรัฐบาลให้มีผลอย่างเป็นรูปธรรมจะทำให้การส่งออกวัตถุดิบประเภทอาหารทะเล ปศุสัตว์ ผัก ผลไม้ เครื่องเทศและสมุนไพร เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
      - การได้คืนสิทธิ GSP ในสินค้ากุ้งจากสหภาพยุโรป และการประกาศการตอบโต้การทุ่มตลาดของสหรัฐอเมริกาในสินค้ากุ้งที่ต่ำกว่าการคาดการณ์และต่ำกว่าประเทศคู่แข่งทำให้ไทยได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บภาษีการทุ่มตลาดในอัตราดังกล่าว ส่งผลทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าประเภทนี้เพิ่มขึ้น
      แนวโน้มของอุตสาหกรรมอาหารในปี พ.ศ.2554 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีศักยภาพในตลาดหลักของไทย มีดังนี้
      1) สินค้าประมง ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลกระป๋อง เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง และอาหารทะเลแปรรูปมีแนวโน้มผลิตและส่งออกเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านต่างประเทศ คือ การได้คืนสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร GSP จากสหภาพยุโรป ประกอบกับสินค้ากุ้งมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากการประกาศผลการฟ้องเรียกเก็บภาษีทุ่มตลาดในประเทศของสหรัฐอเมริกาต่ำกว่าที่คาดการณ์ และต่ำกว่าคู่แข่งจะส่งผลต่อปริมาณการผลิตและการส่งออกกุ้งไทยเพิ่มขึ้น
      2) สินค้าพืชผักผลไม้แปรรูป สับปะรดกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ ซึ่งไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกกว่าร้อยละ 30 มีแนวโน้มผลิตและส่งออกชะลอตัว เนื่องจากผลกระทบจากภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงทำให้ผลผลิตลดลง
      3) สินค้าอื่น ๆ เช่น สมุนไพรและเครื่องปรุงรส มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจกับอาหารเพื่อสุขภาพ ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติรู้จักและบริโภคอาหารไทยเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าน้ำตาลทรายคาดว่า จะส่งออกได้เพิ่มขึ้นหลังจากการเจรจากับประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และการที่องค์การการค้าโลกประกาศผลการไต่สวนกรณีการอุดหนุนการส่งออกของสหภาพยุโรป อาจทำให้ระดับราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกเพิ่มขึ้นในอนาคต

5. บทสรุป

      ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมสินค้าอาหาร (สดและแปรรูป) ของไทยถือได้ว่ามีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง แต่ประสบปัญหาในเรื่องของการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้แนวโน้มมูลค่าการส่งออกในผลิตภัณฑ์หลัก ๆ ในแต่ละหมวดชะลอตัวลง โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยการผลิตในประเทศที่ลดลง ค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น คุณภาพวัตถุดิบและประสิทธิภาพการผลิตยังขาดคุณภาพ และประสิทธิภาพของเครื่องจักรในส่วนของโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อมมีระยะเวลาการใช้ที่นาน และการนำมาตรการกีดกันที่มิใช่ภาษี โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรการด้านสุขอนามัยมาใช้ ทำให้ปริมาณการสั่งซื้อสินค้าลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหรือแรงกดดันด้วยเงื่อนไขทางด้านอุปสงค์ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าส่งออกของประเทศไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง
       ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อปรับปรุงให้เกิดต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำสุดและการคิดค้นเพื่อสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขั้นกลาง และสำเร็จรูปที่ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยยึดหลักมาตรฐานการผลิตในระดับสากล ทั้งนี้เพื่อรักษาหรือพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในด้านการแข่งขันเพื่อส่งออกสินค้าของไทยให้คงไว้ทั้งในด้านของปริมาณและคุณภาพของสินค้าซึ่งหมายถึงการสร้างหรือคงรายได้เงินตราต่างประเทศและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในส่วนของภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศ ซึ่งมีพืชอาหารและสินค้าอาหารเป็นองค์ประกอบสำคัญให้มีความยั่งยืนในระยะยาว
     

รองศาสตราจารย์ ดร. ทวีศักดิ์ เทพพิทักษ์


Paper Work


ประติมากรรมกระดาษที่มีรายละเอียดสูงเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยศิลปินจากประเทศสหรัฐอเมริกาและยังเป็นสถาปนิกที่มีชื่อว่า คริสติน่า ลีฮาน ซึ่งรับได้การฝึกอบรม ผ่านการผสมผสานทักษะการเป็นมืออาชีพของเธอ ทำให้การออกแบบประติมากรรมกระดาษที่มีรายละเอียดสูงที่สวยงามเหล่านี้ติดตั้งอยู่ใน Shadowboxes บางส่วนเป็นสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น ทัชมาฮาล, หอไอเฟล, อาคารของสหรัฐในเมืองและบางส่วนที่พักอาศัยส่วนตัว ออกแบบโดยคริสติน่า ลีฮาน 















วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534


พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534
การค้าระหว่างประเทศโดยขนส่งทางทะเลของประเทศไทยนั้นมีมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มมีปริมาณและมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมในเรื่องการขนส่งสินค้าทางทะเล ทำให้เมื่อมีข้อพิพาทขึ้นก็ทำให้เกิดความยุ่งยากทั้งต่อคู่กรณี ศาล หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่าจะใช้กฎหมายใดมาบังคับแก่ข้อพิพาทนั้นๆ ซึ่งทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีความแน่ใจว่าสิทธิหน้าที่ของตนมีเพียงใด และเป็นการยากที่จะพิสูจน์ความรับผิดของคู่กรณี
ดังนั้น จึงมีการร่างพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 และประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2534 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 โดยที่พระราชบัญญัติฉบับนี้จะควบคุมการขนส่งทางทะเลที่มีความเกี่ยวเนื่อง กับประเทศไทย เช่น การขนส่งออกจากประเทศไทยไปสู่ต่างประเทศ หรือจากต่างประเทศนำเข้ามาในประเทศไทย และยังรวมถึงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ไม่ได้มีการนำเข้ามาหรือส่งออก จากประเทศไทย แต่ถ้าปรากฏว่าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือเป็นนิติบุคคล ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ก็ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับได้เช่นกัน ส่วนการขนส่งของทางทะเลภายในประเทศไทยนั้น ถ้าคู่สัญญาได้ตกลงกัน โดยทำเป็นหนังสือว่าให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับ ก็ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้มาบังคับได้
เนื่องจากในการขนส่งสินค้าทางทะเลนั้น บางครั้งอาจมีการเสียหายหรือสูญหายได้ เมื่อมีความเสียหายหรือสูญหายเกิดขึ้นขณะขนส่งสินค้า ก็จะมีประเด็นว่าผู้ขนส่งสินค้าจะต้องรับผิดหรือไม่? และจะต้องรับผิดเท่าใด? สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึง อยู่ที่ความรับผิดของผู้ขนส่งสินค้า เพื่อที่ทั้งผู้ส่งและผู้ขนส่งจะได้รู้ว่าฝ่ายใดจะต้องเป็นผู้รับผิดในความ เสียหายหรือสูญหายที่เกิดขึ้น
ความรับผิดของผู้ขนส่ง (หมวดที่ 4 มาตรา 39-50) ได้กล่าวถึงขอบเขตความรับผิดของผู้ขนส่ง ซึ่งความรับผิดของผู้ขนส่งนั้นเริ่มตั้งแต่เมื่อได้รับของมาจากผู้ส่ง จากมาตรา 39 วรรค 2 กำหนดให้ถือว่าของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งนับตั้งแต่
1. ผู้ขนส่งได้รับมอบของไว้จากผู้ส่งของหรือตัวแทนผู้ส่งของ หรือ 2. ผู้ขนส่งได้รับมอบของจากเจ้าหน้าที่ คือกรณีที่กฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าต้นทางที่บรรทุกของลงเรือกำหนดให้ผู้ส่งของต้องมอบของที่จะขนส่งไว้กับ เจ้าหน้าที่ก่อน
ความรับผิดของผู้ขนส่งนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อได้มีการส่งมอบของ ณ จุดหมายปลายทาง จากมาตรา 40 กำหนดให้ถือว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบของซึ่งตนได้รับไว้แล้ว ในกรณีต่อไปนี้
1. ผู้ขนส่งได้มอบของให้แก่ผู้รับตราส่งแล้ว
2. ในกรณีที่ผู้รับตราส่งไม่มารับของ ผู้ขนส่งได้จัดการตามที่กำหนดไว้ในสัญญารับขนของทางทะเล หรือตามกฎหมาย หรือประเพณีทางการค้าที่ถือปฏิบัติกันของท่าเรือปลายทางแล้ว
        3. ผู้ขนส่งได้มอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ซึ่งกฎหมาย ของท่าเรือปลายทางกำหนดให้ต้องส่งมอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ
ประเภทความรับผิดของผู้ขนส่ง
1. ความรับผิดในกรณีของสูญหาย หรือเสียหาย
2. ความรับผิดในกรณีของส่งมอบชักช้า
3. ความรับผิดของผู้ขนส่งนการกระทำของผู้ขนส่งอื่น
ข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่ง (หมวดที่ 5 มาตรา 51-57)
ระบุว่าเมื่อมีความเสียหาย สูญหาย หรือส่งมอบชักช้า ในระหว่างที่ของนั้นอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง ผู้ขนส่งจะต้องเป็นผู้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของตน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นดังต่อไปนี้
        1. เหตุสุดวิสัย
2. ภยันตราย หรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเล เช่น เกิดพายุ
3. การสงครามหรือการสู้รบของกองกำลังติดอาวุธ
4. สงครามกลางเมือง การจลาจล การก่อการร้าย หรือ การก่อการวุ่นวายในบ้านเมือง
5. การยึด จับ หน่วงเหนี่ยว แทรกแซงต่างๆที่กระทำต่อเรือโดยผู้มีอำนาจปกครองรัฐหรือดินแดนตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย แต่ทั้งนี้การนั้นต้องไม่เกิดขึ้นจากความผิดหรือ ประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่ง
6. การใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามโรคติดต่อ เช่น รัฐบาลสั่งกักเรือที่มาจากอีกประเทศหนึ่งเพื่อป้องกันโรคติดต่อ
7. การนัดหยุดงาน ปิดงานงดจ้าง การผละงาน หรือจงใจทำงานล่าช้าที่ท่าเรือ ซึ่งเป็นอุปสรรคแก่การบรรทุกขนถ่ายของหรือเป็นอุปสรรคแก่การที่เรือจะเข้า ออกจากท่าเรือนั้น
8. การกระทำของโจรสลัด ดั่งที่เราได้ยินข่าวการปล้นเรือของโจรสลัดแถบประเทศโซมาเลีย
9. ความผิดของผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่ง เช่น การบรรจุหีบห่อไม่แข็งแรง ไม่เหมาะสมกับของที่บรรจุ เครื่องหมายที่ห่อไม่ชัดเจนหรือไม่เพียงพอ
10. สภาพแห่งของนั้น เช่น สินค้าเป็นลูกเหม็นซึ่งระเหยไปเอง
11. ความชำรุดบกพร่องของเรือซึ่งไม่อาจพบเห็นได้ด้วยการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง โดยใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาและสมควรจะต้องใช้สำหรับผู้ประกอบอาชีพตรวจ เรือ
12. ความผิดพลาดในการเดินเรืออันเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่หรือตาม คำสั่งของผู้นำร่อง (บางประเทศกฎหมายกำหนดให้มีผู้นำร่องในการเดินเรือเข้าหรือออกจากท่า ซึ่งหากเรือถูกกัก หรือเกิดอุบัติเหตุ เพราะความผิดพลาดในการนำร่อง ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดชอบ)
13. เหตุอื่นใดที่ไม่ใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่อหรืออยู่ในความรู้ เห็นของผู้ขนส่ง และมิใช่ความผิดหรือประมาทเลินเล่อของตัวแทนหรือลูกจ้างผู้ขนส่ง
ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเมื่อการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า ซึ่งเกิดจาก
        1. อัคคีภัย เว้นแต่เกิดจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่ง หรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง
2. การช่วยเหลือชีวิตและทรัพย์สินในในทะเล แต่ยังต้องรับผิดในส่วนของตนในการเฉลี่ยความเสียหายทั่วไป เช่น โยนของลงจากเรือเพื่อให้เรือเดินทางต่อไปได้
3. การขนส่งสัตว์มีชีวิต เว้นแต่ว่าผู้ขนส่งไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการขนส่งสัตว์นั้นจากผู้ส่งของ
        4. ผู้ส่งของไม่ได้แจ้งถึงสภาพและราคาของ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดในการสูญหายหรือสูญหาย แต่ถ้าหากได้แจ้งแล้วผู้ขนส่งจะรับผิดไม่เกินราคาที่ได้แจ้งไว้
ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งและการคิดค่าเสียหาย (หมวดที่ 6 มาตรา 58-61)
        1. ของที่ขนส่งสูญหายหรือเสียหาย จำกัดความรับผิดที่
                i. 10000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือ
ii. กิโลกรัมละ 30 บาท ของน้ำหนักสุทธิของของนั้น ทั้งนี้ให้ใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะมากกว่า
2. การส่งมอบของล่าช้า จำกัดความรับผิดที่ 2.5 เท่าของค่าระวางสินค้าที่ส่งมอบชักช้าแต่ต้องไม่เกินค่าระวางทั้งหมดตาม สัญญารับขนของทางทะเล