วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อนาคตการขนส่งสินค้าทางรถไฟ: เป็นของจริงหรือเพียงแค่ฝันไป


By ... ศรัณย์ บุญญะศิริ


       เป็นที่ทราบกันดีว่า การขนส่งสินค้าในประเทศของไทยในปัจจุบันนั้น ต้องพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก โดยตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ปริมาณการขนส่งทางถนนเมื่อพิจารณาตามน้ำหนัก จะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 82 – 86 ของการขนส่งสินค้าในประเทศทั้งหมด เมื่อเทียบกับการขนส่งทางรถไฟ ซึ่งมีสัดส่วนเพียงไม่เกินร้อยละ 3 ส่วนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนั้น สัดส่วนของการขนส่งทางถนนและทางรถไฟจะมีความแตกต่างกันสูงมาก เนื่องจากมีเพียงด่านปาดังเบซาร์เท่านั้น ที่มีการขนส่งสินค้าเข้า-ออกทางรถไฟอย่างจริงจัง ในขณะที่ด่านการค้าชายแดนอื่นๆ นั้น จะสามารถขนส่งทางถนนได้อย่างเดียว


      อย่างไรก็ตาม เมื่อมาพิจารณาถึงอัตราการเกิดอุบัติเหตุ จะพบว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงต่อยานพาหนะจดทะเบียน 10,000 คัน ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จะขึ้น-ลงอยู่ในช่วง 5 – 9 ครั้งต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งจะมีรถบรรทุกสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งอุบัติเหตุเหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล โดยอาจกล่าวได้ว่า ยิ่งภาครัฐปล่อยให้ประเทศต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าทางถนนหรือทางรถบรรทุกมาก เท่าไหร่ ความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น โดยประเด็นนี้ จะเป็นการซ้ำเติมประเด็นของความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการขาดประสิทธิภาพใน การขนส่งสินค้า และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูง อย่างที่ใครๆ ก็พูดถึงกัน แต่ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไร ให้บริการขนส่งสินค้าทางรถไฟสามารถแข่งขันได้กับการขนส่งทางถนน ด้วยศักยภาพของรถไฟเอง
      สำหรับโครงข่ายการขนส่งทางรถไฟนั้น เกือบทั้งหมดจัดเป็นโครงข่ายหลัก (Trunk Network) ที่เชื่อมโยงเมืองสำคัญต่างๆ ในภูมิภาค กับกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีโครงข่ายรอง (Feeder Network) มาสนับสนุน ทำให้การให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้โดยสารหรือสินค้า มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เนื่องจากจะต้องพึ่งพารูปแบบการขนส่งอื่นในการเคลื่อนย้ายผู้โดยสารและ สินค้าจากต้นทางสู่ปลายทาง โดยเฉพาะการขนส่งทางถนน


      อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการขนส่งสินค้า ในปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการประสานงานกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อให้การขนส่งเชื่อมโยงระหว่างรถไฟกับถนนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจน รฟท.เอง ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริหารจัดการจุดเชื่อมต่อของการขนส่ง ต่างๆ ทำให้เกิดกรณี Container Yard ร้างที่กุดจิก หรือ ICD ที่ลาดกระบัง ที่ดูเหมือนใช้งานเต็มความจุ แต่กลับกลายเป็นแค่ Truck Terminal ไปแล้ว


      ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะในมุมมองของการขนส่งสินค้า อย่างน้อยที่สุด ในแง่การบริหารจัดการ อาจต้องปรับลำดับความสำคัญในการให้บริการขนส่งสินค้าใหม่ (ในธุรกิจทุกประเภท ก็มีการจัดลำดับความสำคัญของลูกค้า โดยให้น้ำหนักแก่ลูกค้าที่ทำกำไรให้แก่ธุรกิจสูงมาก่อน) ส่วนในแง่โครงข่าย แค่ปรับปรุงสภาพทาง หัวรถจักร และแคร่ประเภทต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถรองรับน้ำหนักและความเร็วได้มากขึ้น โดยที่อาจจะยังไม่ถึงกับต้องก่อสร้างให้เป็นทางคู่ทั่วประเทศ ก็น่าจะสามารถให้บริการขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน หลายเท่าตัวแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องลงทุนมาก แต่อาจต้องปรับ Mindset ขององค์กรมากกว่า


      หากหันมาพิจารณาในมุมมองด้านอุปสงค์ของรถไฟบ้าง สำหรับ รฟท. ในปัจจุบัน ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าการขนส่งผู้โดยสารเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ทำให้การขนส่งสินค้ากลายเป็นลูกเมียน้อย หัวรถจักรก็ต้องใช้ของเหลือจากที่ใช้บริการขนส่งผู้โดยสาร บางคันอายุ 50 ปีแล้วก็ยังต้องใช้อยู่ เวลาหัวรถจักรของขบวนขนส่งผู้โดยสารเสีย ก็ต้องสละให้ก่อน สินค้าในขบวนจะคอยเท่าไหร่ไม่รู้ เวลาจะสวนกันก็ต้องรอให้รถโดยสารไปก่อน เป็นต้น ทั้งที่ในแต่ละปีสามารถทำกำไรให้แก่ รฟท. ได้ไม่น้อย แต่การขาดการเอาใจใส่กับบริการขนส่งสินค้าทำให้ผู้ประกอบการที่ใช้บริการของ รฟท. ไม่สามารถควบคุมระยะเวลาในการขนส่งได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการขนส่งสินค้าที่จะต้องไปขนถ่ายลงเรือ ซึ่งมีกำหนดการที่แน่ชัดและเคร่งครัด ความตรงต่อเวลาในการขนส่งจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าภาครัฐจะได้ลดหย่อนระเบียบเกี่ยวกับระยะเวลาที่จะต้องนำสินค้า (คอนเทนเนอร์) มารอที่หน้าท่าเรือให้กับการขนส่งทางรถไฟ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้การขนส่งสินค้าทางรถไฟสามารถดึงดูดให้มีผู้มาใช้บริการ เพิ่มขึ้นได้


      โดยที่สินค้าที่มีการขนส่งโดยรถไฟในปัจจุบันมีอยู่เพียงไม่กี่ประเภท ส่วนใหญ่ได้แก่ สินค้าคอนเทนเนอร์ น้ำมัน ปูนซีเมนต์ และวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งหากพิจารณาในเชิงอุปสงค์แล้ว จะพบว่ายังมีสินค้าอีกมากที่หากสามารถเปลี่ยนมาขนส่งทางรถไฟได้ จะทำให้กระบวนการโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในส่วนของวัตถุดิบต่างๆ ที่ขนส่งในลักษณะเทกอง (Bulk) และสินค้าที่สามารถขนส่งทางตู้คอนเทนเนอร์ได้ ตลอดจนตู้คอนเทนเนอร์เปล่า ที่หากรวบรวมมาขนส่งทางรถไฟแล้ว ก็จะช่วยลดเที่ยววิ่งของรถบรรทุกที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ อีกมาก


      หากจะพิจารณาในส่วนของการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟบ้าง จะพบว่าประเภทของการให้บริการ แบ่งเป็นหลายประเภท เช่น ชั้น 1, 2, 3 รถไฟชานเมือง เป็นต้น ซึ่งในส่วนของรถไฟชั้น 3 กับรถไฟชานเมืองนั้น ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะมีกำไรสุทธิต่อผู้โดยสารติดลบ ซึ่งก็หมายถึงว่าบริการดังกล่าว ยิ่งให้บริการ ก็ยิ่งขาดทุน โดยหากจะมองข้ามในเรื่องของประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนของ รฟท. แล้ว อาจมองได้ว่าบริการดังกล่าวเป็นบริการเชิงสังคม ที่ภาครัฐจะต้องให้บริการแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และรัฐก็จะต้องสนับสนุนด้านการเงิน ให้ รฟท. สามารถให้บริการดังกล่าวต่อไปได้


      นอกจากนี้ เมื่อมองให้กว้างออกไปกว่า รฟท. จะเห็นว่ารัฐบาลเอง ก็ได้มีแผนจะปรับโครงสร้างการขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองด้วยรถโดยสาร โดยการนำระบบ Hub and Spoke และการแยกบริการเชิงสังคมออกจากบริการเชิงพาณิชย์ให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการให้สามารถครอบคลุมทุกพื้นที่และ ประหยัดแก่ผู้โดยสาร และเกิดประสิทธิภาพในการบริหารเงินสนับสนุนที่ภาครัฐจะต้องจ่ายให้กับบริการ เชิงสังคม ซึ่งจะทำให้ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนก็ตาม ได้ประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก ส่วนภาครัฐก็จะต้องกันเงินจำนวนไม่น้อย เพื่อสนับสนุนการบริการเชิงสังคมของรถโดยสารด้วย


      ทีนี้ หากมาลองคิดนอกกรอบกันดู ลองมองไปที่ภาคการศึกษา หรือภาคสาธารณสุขบ้าง จะเห็นว่าถ้าอยากเรียนฟรีหรือเรียนถูก ก็ต้องเรียนในที่ๆ รัฐบาลกำหนด ถ้าอยากรักษาฟรี ก็ต้องรักษากับโรงพยาบาลของรัฐ ที่จะต้องมาคอยเป็นวันๆ ถึงจะได้รักษา ซึ่งจะเห็นว่านี่คือพื้นฐานของเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ที่รัฐให้สวัสดิการ หรือ Subsidise แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม แต่ผู้ด้อยโอกาสนั้น เมื่อได้รับการสนับสนุนจากรัฐเป็นพิเศษกว่าประชาชนผู้เสียภาษีอื่นๆ ก็จะต้องไปใช้บริการในที่ๆ กำหนดให้เท่านั้น โดยจะไม่ได้สิทธิ์ในการเลือกใช้บริการในที่ต่างๆ เหมือนผู้ที่จะต้องจ่ายค่าบริการอย่างเต็มที่


      เมื่อหันมามองบริการด้านการขนส่งผู้โดยสารบ้าง ก็จะทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมรัฐจึงจำเป็นต้องสนับสนุนทั้ง บขส.และรถไฟปีละหลายพันล้านบาท เพื่ออุ้มบริการเชิงสังคม หรือบริการเพื่อคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม ในเมื่อรัฐบาลกำลังมีโครงการจะปรับโครงสร้างการขนส่งผู้โดยสารทางรถโดยสาร ระหว่างเมืองให้สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ อีกทั้งรถโดยสารประจำทางก็เป็นรูปแบบการเดินทางที่มีต้นทุนต่ำ และสามารถปรับเส้นทางและมาตรฐานรถให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนสอดคล้องกับความต้องการในการเดินทางได้เป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับรถไฟ แล้วทำไมรัฐบาลจึงต้องสนับสนุนบริการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟ ในเมื่อในปัจจุบันโครงข่ายรถไฟก็ไม่สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่อย่าง ทั่วถึงได้อยู่ดี อีกทั้งในสภาพปัจจุบันของ รฟท. ก็ไม่มีทางที่จะขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ไปมากกว่านี้ได้ ดังนั้น ทำไมรัฐบาลจึงไม่ทุ่มการสนับสนุนการขนส่งผู้โดยสารไปที่รถโดยสารประจำทาง เสียเลย แล้วก็ปล่อยให้รถไฟสามารถให้บริการเพื่อสนองตอบความต้องการของการขนส่ง สินค้าได้อย่างเต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งก็จะเป็นการลดภาระของภาครัฐด้วยซ้ำ เนื่องจากที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าบริการขนส่งสินค้าของ รฟท. นั้น สามารถทำกำไรได้


      ดังนั้น ถ้าจะยกเลิกบริการเชิงสังคม เช่น รถไฟชานเมือง หรือรถไฟชั้นสาม แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าเป็นลำดับความสำคัญแรก รวมถึงการขนส่งสินค้าทางรถไฟเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะสามารถกู้วิกฤติของ รฟท. ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง และที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นการสนับสนุนการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศอย่างแท้จริง


ที่มา...http://www.logisticsthaiclub.com

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คู่มือการประเมินประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และเกณฑ์ชี้วัดมาตรฐานสำหรับผู้ประกอบการ


คู่มือการประเมินประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และเกณฑ์ชี้วัดมาตรฐาน
สำหรับผู้ประกอบการ

 PDF | ภาษาไทย | 58 pages | 14.57 Mb

Download
http://www.4shared.com/document/mgVjzOa8/LSIC.html?

เครดิต...สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
                กระทรวงอุตสาหกรรม

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

The Worlds Biggest Plane Antonov An-225 Mriya


The Antonov An-225 Mriya is a strategic airlift cargo aircraft, designed by the Antonov Design Bureau in the 1980s. It is the world\’s heaviest fixed-wing aircraft. The design, built to transport the Buran orbiter, was an enlargement of the successful An-124 Ruslan.


Specifications:
Wingspan: 88.4 m (290 ft 2 in)
Length: 84 m. (275 ft 6 in)
Height: 18.1 m (59 ft 3 in)
Empty weight: 285,000 kg (628,317 lb)
(Max. take-off weight: 600,000 kg (1,322,773 lb)
Payload: 250,000 kg (550,000 lb)
Range: 4,000 km (2,160 nm)
Cruise speed: 850 km/h (460 kts)
Engines: 4 ZMKB Progress D-18 turbofans, 229 kN (51,600 lb). 
Crew: 6














Supply Chain Optimisation Product Process Design, Facility Location and Flow Control


Supply Chain Optimisation
Springer | 2004-12-01 | ISBN: 0387235663 | 289 pages | PDF | 9,3 MB

Product Description

This volume collects recent results in supply chain optimisation. It presents new approaches and methods based on operations research, artificial intelligence and advanced computing techniques for design of production systems, supply and inventory management, production planning and scheduling, location, transportation and logistics, and simulation in supply flow optimisation. The text presents a wide spectrum of optimisation problems taking into account supply chain paradigms, which are pivotal to improving productivity.


From the Back Cover

This volume is a collection of recent key results in supply chain optimisation. It  presents new approaches and methods based on operations research, artificial intelligence and computer sciences techniques for design of production systems, supply and inventory management, production planning and scheduling, facility location, transportation and logistics, supply flow optimisation via simulation, etc. The content focuses on a wide spectrum of optimisation problems taking into account supply chain paradigms, which create a pivotal idea to increase the productivity of modern production systems. The first part of the book presents a set of modelling techniques taking into account the enterprise integration problem, the knowledge management in the SME networks, and the human resources in business process engineering. The second part is dedicated to advanced optimisation methods for supply chain design and management which are based on mathematical programming and metaheuristics. The third part of this book deals with some examples of advanced applied decision aid tools directly linked to real industrial problems. Audience This volume is suitable for industrial engineers, faculty staff and graduate students in industrial engineering, management science, operations research, artificial intelligence and computer sciences. This book can be used as a reference for graduate courses and also for researchers and industrial engineers to capture current trends in this field.

Download

MODERN MARVELS


Language: Thai

Download

A NEUTRAL NATIONAL BACKHAUL EXCHANGE

A NEUTRAL NATIONAL BACKHAUL EXCHANGE



ERA OF RISING FUEL COST AND ENVIRONMENTAL IMPACT
In the era of rising fuel cost and the environmental impact awareness, industries should collaboratively work together to address the issues for better sustainability. There are so many initiatives for cost savings and carbon emission programs. One of the single and most none value added logistics activities that do not add much value to the consumers is the empty backhaul. An empty backhaul is a when a shipper send goods to the customers destination, it returns empty known as an “empty backhaul”. This is a complete waste of energy, resource, and produces more trucks in the road as well as emission of green house gas which is a major negative contribution to climate change.

MANANUFACTURING AND TRANSPORATION TAKES THE LEAD IN ENERGY CONSUMPTION
To drive the point, I would like to bring you to the statistics of energy consumption. Transportation accounts for 36.3% of national energy consumption. It is just one percent below the manufacturing sector. In fact, if you are looking from a total supply chain energy consumption in Thailand is 85.7%. The fact sheet is from the joint study of the World Bank and NESDB, the Energy Consumption in KTOE (Kilo Ton of Oil Equivalent) in Thailand in 2006. The sartorial ratios are as follows:
It has been estimated that about 96.5 percent of all road transports returns with an empty backhaul. The benefits of backhauling are well accepted as a major cost saver for shippers and providers.

GREEN TRANSPORT WORKING GROUP
I am so happy that Thai Logistics and Production Society (TLAPS) and ECR Thailand, has collaboratively set up the ECR Green Transport Working Group (GTWG) to address the issue of rising fuel cost, carbon emission, and a safer, healthier society from the hazards of transport vehicles. This will lead to the development of a National Backhaul Exchange and recording system with funding from the Office of SMEs Promotion (OSMED). From the government sector, Mrs. Anong Paijitprapaporn, Director of the Logistics Bureau, DPIM, Ministry of Industry, and Mr. Panot Punyahotra, Director of the Office of Trade Logistics, DEP, Ministry of Commerce have agreed to be advisors of the GTWG. The Green Transport Working Group kick off the first meeting on Feb 25, 2011, chaired by Dr. Krizz (Nuthanakrizz Chantjiraporn) and vice chair by Mrs Poachaman Passawat. The joint public and private initiative is necessary for an open collaboration, non conflict and good governance system for the betterment of the industry and society. Although the kick off meeting by TLAPS and ECR Thailand under the Federation of Thai Industries but will expand the working to include the Chamber of Commerce and TNSC and other interest group to collaborate and help to have a stronger transport system.
Although the Office of the SME Promotion (OSMEP) has approved the funding and the roll out of a national backhaul system proposed by TLAPS, but the requirements and standard must drive from the cooperation of the industry and should be on a national scale or else it will not work.

ISSUES TO BE ADDRESSED BY GTWG
When addressing the issue of backhauling transport at a national level, service level standards by big users, total cost saving opportunities explored, openness for collaborations, code of practices, industry standard of cooperation, a common neutral not for profit green transport portal, ease of communication, use of SMS or phone for backhaul updates by small truck operators, certifying operators for truck safety, safety and eco-driving, and many activities are part of the working group to come up with practical solution and practices. (at the time of this report, small operator has no means to communicate to become an effective part of the supply chain because they don’t have web access).
The national portal will incorporate the above as part of the system functional specifications.
After the endorsement and adjustment of major users to proactively engage the system to support the backhauling effort, the next step is to engage the transport operators. Transporters include small operators will be certified and classified by their safety, quality, safety standards and even the type of commodity transported should be open to the potential users. By providing the right information, the systems must be user friendly and the service should be free and members should not be obligated to invest in any expensive gadgets. The focus will include phone access as everyone has phones and are not phobia to the use of phones.
When small operators are classified and there is a certification, than government agencies know what it the target to upgrade operators. The whole transport supply chain will be more cost effective, cheaper and safer. The next is to study if there is the possibility of carbon credit and the participation of the UN Voluntary Carbon Reduction program or any other scheme appropriate for these green transport initiatives. At least an incentive or recognition scheme must be set up to give recognition to the active participants of the program. The Green-Ambassador dot com website will announce the active participants and their company engaged in green initiatives and promotion of sustainability as Green Ambassador.
We are very happy that Mrs. Anong Paijitprapaporn, Director of the Logistics Bureau, DPIM, Ministry of Industry, and Mr. Panot Punyahotra, Director of the Office of Trade Logistics, DEP, Ministry of Commerce see this initiative as an important industry driven project and will assist the GTWG as advisors. Their valuable advisors and participation will make the joint private public collaboration to the transport sector.

ที่มา...http://www.freightmaxad.com/magazine/?p=1439

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปรับเปลี่ยนเส้นทาง เพื่อบริการที่ดีกว่า

การเปลี่ยนแปลงแผนที่วางไว้ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป บางครั้งกลับทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น
96_th_4_001

การขนส่งทางทะเล ยังคงเป็นรูปแบบการขนส่งสินค้าข้ามประเทศรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดและมีต้นทุนต่ำสุด แต่จะทราบได้อย่างไรว่า บริษัทผู้ให้บริการการขนส่งทางทะเล (สายเรือ) ใดสามารถให้บริการที่ดีที่สุดได้ เนื่องจากมีบริษัทสายเรือมากมายทั่วโลกพร้อมที่จะให้บริการ และตอบสนองความต้องการของผู้ส่งสินค้าหรือชิปเปอร์ (Shipper) อยู่ตลอดเวลา

Shipper ทุกรายต่างมีความต้องการในสิ่งเดียวกันกันคือ ทำอย่างไรจึงจะได้กำไรมากที่สุด โดยมีต้นทุนต่ำ และยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ “เวลา” และ “ต้นทุน” (ค่าขนส่งต่างๆ) จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการเลือกใช้สายเรือ โดยคำนึงถึงราคาค่าระวางเรือและระยะเวลาในการเดินเรือเป็นสำคัญ

ในความเป็นจริงแล้ว มีเพียงร้อยละ 80 ของการขนส่งสินค้าทางเรือเท่านั้น ที่สามารถขนส่งสินค้าได้ตรงตามเวลา ส่วนที่เหลือมักเกิดจากเหตุสุดวิสัย ได้แก่ สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินเรือ เช่น เมื่อเกิดพายุหรือะดับคลื่นที่สูง ทำให้ไม่สามารถออกเดินเรือได้ เพราะอาจทำให้เรือพลิกคว่ำได้ หรือ ท่าเรือปลายทาง (Destination port) หรือท่าเรือเปลี่ยนถ่ายลำเรือ (Transshipment port) ปิดหรือไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ในช่วงเวลาที่เรือลูก (Feeder) เข้าท่า เช่น ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ คนงานประท้วงไม่มาทำงานกัน เป็นต้น

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สายเรือต้องคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการจัดเส้นทางการเดินเรือใหม่ ส่วนใหญ่มักมีคำสั่งให้เรือลูกเข้าเทียบท่าท่าเรือที่ใกล้เคียง และคิดหาวิธีที่ไม่ทำให้สินค้าเกิดความล่าช้าไปมากกว่านี้ เช่น ดูว่ามีเรือแม่ (Mother feeder) ไปยังปลายทางหรือไม่

ตัวอย่างเช่น Shipper ต้องการจะส่งสินค้าออกจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทยไปยังเมืองลอสแองเจลิสที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปกติใช้เวลาการเดินเรือประมาณ 20 วัน โดยมีการหยุดถ่ายลำที่ท่าเรือฮ่องกง แต่เนื่องจากมีพายุไต้ฝุ่นเข้าที่ฮ่องกง ทำให้ต้องเปลี่ยนไปเข้าที่ท่าเรือเกาชูง (Kaohsiung) ในไต้หวันแทน ในกรณีเช่นนี้ จะเป็นไปได้หรือไม่ หากมีการเปลี่ยนเรือแม่ แทนที่จะรอเข้าฮ่องกง

เมื่อลองเปรียบเทียบกับตารางการเดินเรือจริงที่ได้จาก maerskline.com โดยการสุ่มเลือกตารางการเดินเรือแหลมฉบัง-ลอสแองเจลิสทั้งหมด 2 ตารางการเดือน ตารางแรก เรือลูกออกจากแหลมฉบังวันที่ 26 เม.ย. ถึงฮ่องกงวันที่ 30 เม.ย. และไปถึงลอสแองเจิลลิสวันที่ 15 พ.ค. ใช้เวลาเดินเรือทั้งหมดเป็นเวลา 20 วัน ส่วนตารางที่สอง เรือลูกออกจากแหลมฉบังวันที่ 5 พ.ค. ถึงฮ่องกงวันที่ 8 พ.ค. แล้วถึงลอสแองเจลิสวันที่ 29 พ.ค. ใช้เวลาเดินเรือรวม 27 วัน
สมมุติว่า เกิดพายุไต้ฝุ่นเข้าที่ฮ่องกง หลังจากที่เรือออกจากแหลมฉบังไปแล้วเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ทำให้ต้องเปลี่ยนไปเข้าที่ท่าเรือเกาชูงแทน โดยน่าจะไปถึงประมาณวันที่ 9 พ.ค. (ปกติใช้เวลาประมาณเดินเรือ 1 วันจากท่าเรือฮ่องกง) ปรากฎว่า มีเรือแม่ไปลอสแองเจลิสออกวันที่ 10 พ.ค. ซึ่งหากสามารถโหลดสินค้าขึ้นเรือแม่ลำนี้ได้ทัน ก็จะไปถึงท่าเรือไปลอสแองเจลิสในวันที่ 22 พฤษภาคม โดยใช้เวลาการเดินเรือทั้งหมด 16 วัน ซึ่งเร็วกว่าตารางเรือปกติในทั้งสองตารางข้างต้น

จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแผนการเดินเรือข้างต้นถึงว่าเป็นประโยชน์แก่ทั้ง Shipper และ Consignee เนื่องจากทำให้สินค้าไปถึงเร็วกว่ากำหนด ในกรณีเช่นนี้ Shipper ส่วนใหญ่ก็มักจะอยากให้สายเรือเปลี่ยนมาใช้เส้นทางใหม่นี้ เนื่องจากมองเร็วใช้เวลาน้อยกว่าเส้นทางปกติ แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า การที่สายเรือใช้ท่าเรือฮ่องกงเป็นท่าเรือ Transshipment หลักนั้นหมายความว่า การใช้เส้นทางอื่นที่ไม่ใช้เส้นทางหลักอาจมีต้นทุนที่สูงกว่า

ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในทางปฎิบัติสำหรับทั้ง Shipper และสายเรือคือ ควรมีการพูดคุยกับทางสายเรือโดยตรงว่า จะสามารถจัดเส้นทางใหม่ให้เป็นพิเศษได้หรือไม่ สำหรับการขนส่งสินค้าในอนาคต สิ่งที่สามารถทำได้คือ การทำสัญญา Service Contract ซึ่งเป็นราคาค่าระวางพิเศษ ที่เกิดจากการสร้างเงื่อนไขระหว่าง Shipper และสายเรือถึงการประมาณปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งออกต่อปี หากมีปริมาณการส่งออกที่มากพอสำหรับต้นทุนของทางสายเรือในการเปลี่ยนเส้นทางใหม่ ก็เป็นไปได้ว่า สายเรืออาจประนีประนอมให้สามารถใช้เส้นทางที่ไม่ใช่เส้นทางหลักได้ ตรงนี้เสมือนเป็นหลักประกันระหว่าง Shipper และสายเรือ เรียกได้ว่า เป็น win-win situation เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์เท่าเทียมกัน