สื่อในการเผยแพร่ข่าวสารหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกันเพิ่มขึ้นทั้งตอนนี้และต่อไปนะ
วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554
Mega Builders - Blockbuster Bridge [พากย์ไทย]
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554
AEO คุ้มค่ากับการลงทุน
การได้รับการรับรองจาก AEO เป็นเรื่องสำคัญสำหรับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับการขายต่างประเทศ และยังคงเป็นสิ่งที่คุ้มกับการลงทุน
จากกฎระเบียบกรมศุลกากรของสหภาพยุโรปหรือ EU กำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับศุลกากรต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ AEOภายในปี 2556 ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และผู้อื่นที่เกี่ยวข้องจะต้องหาทางเตรียมพร้อมเข้าสู่มาตรการดังกล่าว
เมื่อองค์กรแสดงให้เห็นว่า สามารถรักษาความปลอดภัยได้อย่างเคร่งครัดจะได้รับความสะดวกจากกรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศที่องค์กรตั้งอยู่และจากต่างประเทศทั่วโลกในเรื่องการขนส่งสินค้า ทำให้ถูกตรวจสอบน้อยลงซึ่งจะช่วยลดปัญหาเรื่องการขนส่งสินค้าล่าช้า
หนทางที่จะช่วยให้องค์กรในสหภาพยุโรปได้รับความเชื่อใจจากคู่ค้าทั่วโลกรวมถึงระบบการขนส่งที่น่าเชื่อถือคือการเข้าร่วมการรับรอง Authorised Economic Operator (AEO) คือการรับรองผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานว่ามีการดำเนินงานที่ปลอดภัยตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งอก ตัวแทน ผู้ขนส่ง ผู้รวบรวม คนกลาง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ผู้ประกอบการท่ารถ คลังสินค้า ผู้จัดจำหน่าย
หน่วยงานรายได้และศุลกากรในสหราชอาณาจักร (HM Revenue and Customs: HMRC) ระบุไว้ว่า ถ้าผู้ใดทำผ่านการประเมิน AEO ย่อมหมายความว่าผู้ค้าทางธุรกิจและเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ให้ความไว้วางใจและจะให้ความสะดวกในการดำเนินงานต่อไป
AEO ในสหภาพยุโรปเป็นความรับผิดชอบที่ต้องรักษาความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทานจากนานาประเทศ และยังเป็นสิ่งที่คาดว่าจะก่อให้เกิดความเห็นร่วมกันในประเทศที่สาม เช่น โครงการ Customs-Trade Partnership Against Terrorism (C-TPAT) ของสหรัฐอเมริกา
ประเทศอื่น ๆ นอกจากจากสหภาพยุโรป ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น แคนาดา รับรู้ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ AEO ขณะนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้นำแนวคิด AEO มาเป็นมาตรฐานเพื่อวางกรอบความคิดให้ได้ตามมาตรการความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยองค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization: WCO)
ในสหราชอาณาจักร องค์กรที่เข้าสู่การสมัครการรับรองโครงการดังกล่าวต้องตรวจสอบตนเองก่อนว่าทุกแหล่งที่องค์กรตั้งอยู่มีกระบวนการทำงานที่ได้มาตรฐานอย่างเดียวกันและตรงกับข้อกำหนด มีการจัดทำขั้นตอนเป็นเอกสาร รวมถึงประเมินภายในองค์กรก่อนที่จะเข้าไปสมัครการรับรองจากหน่วยงานรายได้และศุลกากร
การประเมินครอบคลุมทุกอย่างในองค์กร ตั้งแต่การเงิน ระบบไอที การรักษาความปลอดภัยที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การสร้างรั้วรอบขอบชิด การติดตั้ง CCTV ที่โรงงาน องค์กรจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ในหลายเรื่อง เช่น การสำรองข้อมูลเป็นประจำ รวมถึงผู้ได้รับการว่าจ้างต่อจากองค์กรนั้นต้องทำงานตามมาตรฐาน AEO เช่นกัน
เมื่อองค์กรสมัครเข้าร่วมการประเมินรับรอง AEO จะได้รับการตรวจสอบภายในเวลา 180 วัน องค์กรที่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานกับต่างชาติ เช่น ผู้ดำเนินการโลจิสติกส์ ตัวแทนศุลกากร ตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ผู้ขนส่งสินค้า
นอกจากนี้ หน่วยงานรายได้และศุลกากรในสหราชอาณาจักรยังแนะนำว่าผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ให้พิจารณาจากผลประโยชน์จากการค้าขายเทียบกับค่าใช้จ่ายการสมัครและการรักษามาตรฐานให้ได้ตาม AEO
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจากบทความ AEO is worth the investment โดย Phil Evans, Customs and Security at DSV
Integral Logistics Management 3rd Edition
Integral Logistics Management 3rd Edition
1064 pages | Dec 12, 2007 | ISBN: 1420051946 | PDF | 8 Mb
1064 pages | Dec 12, 2007 | ISBN: 1420051946 | PDF | 8 Mb
Product Description
Tackling the logistical, planning, and managerial challenges that companies face, the third edition of this bestselling reference addresses the increased importance of strategy issues in various fields. While retaining many elements of the previous editions, Integral Logistics Management: Operations and Supply Chain Management in Comprehensive Value-Added Networks, Third Edition incorporates several novel developments.
New to the Third Edition
New to the Third Edition
A section on facility location planning for production, distribution, and service networks
A section on strategic procurement
Chapters on TQM, Six Sigma, and system and project management
Key figures for the classification of planning methods in materials management
Additional interactive Macromedia Flash elements for download from a companion website
Covering all of the critical details in this area, Integral Logistics Management will equip you with the necessary tools to better handle the operation aspects of your company.
Covering all of the critical details in this area, Integral Logistics Management will equip you with the necessary tools to better handle the operation aspects of your company.
About the Author
Swiss Federal Inst of Technology, Zurich, Switzerland
วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554
Some Automobile Manufacturers Headquarters
Arrangement of Cars in Wolkswagen Golf
Audi Headquarters - Ingolstadt, Germany
BMW Headquarters - Munich, Germany
DaimlerChrysler-Mercedes Headquarters - Stuttgart, Germany -1
DaimlerChrysler-Mercedes Headquarters - Stuttgart, Germany
Ford Headquarters - Dearborn, Detroit, Michigan
Ford Manufacturing Plant - Dearborn, Detroit, Michigan
GM (General Motors) Headquarters - Detroit, Michigan, USA
Skoda Plant - Mlad Boleslav, Czech Republic
Toyota Headquarters - Toyota City, Aichi, Japan
Wolkswagen Plant - Wolfsburg, Germany
ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้สินค้า
ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้สินค้า
ท่านผู้อ่านคงรู้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่ผ่านมาประชากรส่วนใหญ่ของชาติประกอบอาชีพกสิกรรมเป็นหลัก ต่างจากประเทศทางแถบยุโรปที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมมาเป็นร้อยปี
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะชาติยุโรปมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลักษณะทางภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศที่หนาวเย็น ทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด ต้องนำเข้าหรือออกไปแสวงหาปัจจัยในการดำรงชีวิตจากภูมิภาคอื่น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ทำให้ต้องมองหาวิธีการในการก้าวไปข้างหน้า ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ การเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม
การเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมของยุโรป ทำให้มีความต้องการวัตถุดิบที่เป็นผลผลิตจากภาคการเกษตร เพื่อนำมาแปรรูปเป็นจำนวนมหาศาล เกิดการลงทุนข้ามชาติหรือแสวงหาวัตถุดิบเพื่อมาป้อนภาคอุตสาหกรรมจากทุก ภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งในที่สุดก็ทำให้ชาติยุโรปกลายเป็นมหาอำนาจในปัจจุบัน
หลังจากที่มีการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการภายในแล้ว ก็เริ่มมองหาโอกาสในการขยายช่องทางธุรกิจ โดยการส่งออกสินค้าต่างๆ ออกไปจำหน่ายทั่วโลก และการจำหน่ายทั่วโลกนี้เอง ที่ทำให้ประเทศที่มีเกษตรกรรมเป็นหลัก ต้องเข้ามาร่วมวงในการปรับเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมไปด้วย
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากการไปสร้างฐานการผลิตในประเทศที่มีวัตถุดิบจะช่วยลดต้นทุนได้ มากกว่าที่จะนำเข้ามาเพื่อผลิตภายในประเทศ ทำให้ประเทศเกษตรกรรมกลายเป็นฐานการผลิตให้แก่ประเทศอุตสาหกรรมไปโดยปริยาย ไม่เพียงแค่นั้น แต่เรายังได้กลายเป็นผู้บริโภคที่จะว่าไปแล้วหลายครั้งที่เราต้องซื้อสินค้า ที่ใช้ทรัพยากรในประเทศ หากแต่ต้องซื้อหามาในราคาแพงกว่า เพียงเพราะมันถูกนำออกไปเพื่อเพิ่มมูลค่า แล้วนำกลับเข้ามาอีกครั้งในนามสินค้านำเข้า
แม้เราจะเคยภูมิใจกับยอดส่งออกสินค้าเกษตรที่ออกไปในรูปวัตถุดิบจากความต้องการ ในภาคอุตสาหกรรมของยุโรป แต่เมื่อมาคำนวณหาดุลการค้าก็พบว่า เราส่งออกไปสิบ เขานำไปแปรรูปกลับมาขายเป็นร้อยเป็นพัน ซึ่งดูไปแล้วก็ไม่ต่างจากยื่นดาบไปให้เขาฟันเราสักเท่าใดนัก
ประเทศ ไทยไม่มีพื้นฐานในการเป็นประเทศอุตสาหกรรม ดังนั้น ปัจจัยต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมก็ไม่มี เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตก็ต้องนำเข้า องค์ความรู้ด้านการผลิตก็ต้องจ่ายเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ (ทั้งการไปเรียนต่อ ทั้งการจ้างผู้เชี่ยวชาญ) น้ำมันก็ยังต้องนำเข้า ดังนั้น ต้นทุนของเราจึงสูงกว่าคู่แข่งที่สามารถควบคุมต้นทุนดังกล่าวได้ (แม้เราจะมีทรัพยากรมากมายก็ตาม)
อีกทั้งในปัจจุบันสถานการณ์เกี่ยวกับค่าแรงก็เปลี่ยนไปพอสมควร ประเทศไทยไม่อยู่ในฐานะที่มีแรงงานราคาถูกต่อไปอีกแล้ว แม้เราจะเคยได้ชื่อว่าเป็นแรงงานฝีมือดี แต่เรื่องของทักษะด้านแรงงาน เป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถบริหารต้นทุนให้ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ได้อีกต่อไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเราจะหาทางออกกันอย่างไร
หลังจากมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง “เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์” หรือเรียกให้เท่ๆ ว่า “Creative Economy” ที่ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคลที่จะเข้าสู่การแข่งขันด้วย ปัญญา (แม้จะช้าไปเป็นสิบปี) โดยมุ่งให้เอกชนเพิ่มศักยภาพด้านธุรกิจ ในการแข่งขันกับนานาชาติ ด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค้าจากความคิดสร้างสรรค์
ผมมองไปถึงเรื่อง การใช้คนเก่งในการทำงานมากกว่าการใช้คนจำนวนมากในการทำงาน เพราะทุกวันนี้ ใครที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่า ย่อมได้เปรียบคนที่ทำไม่ได้ เทคโนโลยี ความรู้ต่างๆ ในยุคนี้ เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ไม่ยากเหมือนในอดีต ดังนั้น ถ้าเราได้บุคลากรที่มีประสบการณ์ประกอบกับมีความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้สามารถจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลเป็นอย่าง ยิ่ง
ผู้ประกอบการที่รับจ้างผลิตสินค้าตามออร์เดอร์จะมีปัญหาหลัก ๆ เกิดขึ้น คือ ต้นทุน แม้จะพยายามลดต้นทุนในแต่ละขั้นตอนในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน วัตถุดิบ ฯลฯ สุดท้ายก็ยังมีปัญหา เพราะผู้ที่กำหนดต้นทุนที่แท้จริง คือ คนที่มาจ้างเราผลิตนั่นเอง
ผมขอยกตัวอย่างประเทศไต้หวัน ที่เคยเป็นผู้รับจ้างผลิตเหมือนเรา แต่ได้ปรับตัวไปเป็นรับจ้างออกแบบ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า แทนที่จะไปลดต้นทุนให้ต่ำลง ซึ่งทำไม่ได้แล้ว เพราะลดทุกส่วนจนไม่รู้จะลดส่วนไหนอีก ถ้าลองนึกภาพดูจะเห็นสินค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดีไซน์แปลก ๆ งง ๆ ประเภทว่าคิดได้ไง มาจากไต้หวันวางกันให้เกลื่อน แต่ก็ขายได้ราคากว่าคอยรับจ้างผลิตเหมือนก่อน
นอกจากการเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบแล้ว ไต้หวันยังพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการสร้างแบรนด์ เพื่อให้เกิดการยอมรับและสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก โดยทุกอย่างจะผ่านการคิด ผลิต และจำหน่ายเอง ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง อาทิ คอมพิวเตอร์ยี่ห้อ เอเซอร์ ที่ถือว่าได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้ไม่น้อย ก็เป็นผลิตผลจากแนวความคิดดังกล่าว
ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนะครับว่าแนวคิดของธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ของบ้านเราจะไปได้ไกล ถึงขั้นไหน จะอย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นนักออกแบบ ก็ขอเอาทั้งแรงใจแรงกาย ช่วยให้ประเทศไทยมีแบรนด์ดังๆ ที่คนทั่วโลกยอมรับมาก ๆ นะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
















































































